background-default

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม 2569

Login
Login

นักวิจัยโลหิตวิทยา ม.มหิดล คว้ารางวัลนักวิทย์ฯ ดีเด่น ปี 65

นักวิจัยโลหิตวิทยา ม.มหิดล คว้ารางวัลนักวิทย์ฯ ดีเด่น ปี 65

"นพ.วิปร วิประกษิต" นักวิจัยโลหิตวิทยา ม.มหิดล ผู้คิดค้นนวัตกรรมรถตรวจหาเชื้อโควิด 19 คว้ารางวัล "นักวิทย์ดีเด่น" ประจำปี 65 เงินรางวัลรวม 4 แสนบาท ชี้ เตรียมสร้าง AI ด้านจีโนมิกส์ช่วยแพทย์วิเคราะห์ข้อมูล

มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดตัวผู้ได้รับรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ประจำปี 2565” ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 40 

สำหรับปีนี้ รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้แก่ นพ.วิปร วิประกษิต อาจารย์ประจำสาขาโลหิตวิทยาและอองโคโลยี ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้คิดค้นและพัฒนา “แนวทางในการวินิจฉัยโรคทางโลหิตวิทยาด้วยเทคโนโลยีจีโนมิกส์” โดยรับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 400,000 บาท

นักวิจัยโลหิตวิทยา ม.มหิดล คว้ารางวัลนักวิทย์ฯ ดีเด่น ปี 65

นพ.วิปร วิประกษิต

นพ.วิปร มีความเชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาโดยเฉพาะโรคเม็ดเลือดแดง โรคโลหิตจาง และธาลัสซีเมีย ตลอดระยะเวลา 20 ปี มีผลงานการวิจัยมากกว่า 180 เรื่อง ทางด้านอณูเวชศาสตร์ ด้านโลหิตวิทยาของโรคเม็ดเลือดแดง และด้านโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งได้รับการอ้างอิงมากกว่า 10,000 ครั้ง ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ 

นอกจากนี้ก็ยังได้รับการจัดอันดับจาก AD Scientific Index ว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา อันดับ 1 ในประเทศไทยและเป็นอันดับที่ 7 ของเอเชีย ซึ่งมีผลงานวิจัยที่สำคัญ ได้แก่ 

  • การค้นพบโรคทางโลหิตวิทยาชนิดใหม่ในคนไข้ชาวไทย และตั้งชื่อว่าโรคเคแอลเอฟ 1
  • การค้นพบกลไกการเกิดโรคพันธุกรรมแบบใหม่จากการเปลี่ยนแปลงลำดับดีเอ็นเอที่ส่งผลต่อการควบคุมการแสดงออกของยีน
  • การวิจัยทางคลินิกของผลการรักษาภาวะเหล็กเกินด้วยยาขับเหล็กที่ผลิตขึ้นในประเทศไทย
  • การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการประเมินภาวะเหล็กเกินด้วยการวิเคราะห์ภาพจากเครื่องตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้างานวิจัยเชิงลึกด้านพยาธิสรีรวิทยาของโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียทั้งในแง่กลไกทางพันธุกรรม อุบัติการณ์ สาเหตุ และปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ 

ซึ่งผลงานดังกล่าวได้ถูกปรับใช้ในการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยโรคทางโลหิตวิทยา และโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ขณะเดียวกันก็ยังเป็นผู้ออกแบบและจัดสร้างต้นแบบรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัยพระราชทาน (รถตรวจหาเชื้อโควิด 19) อีกด้วย

“ในปัจจุบันกำลังทำโครงการวิจัยใหม่ด้วยการถอดวิธีคิดที่ผมใช้ออกมาเป็น AI เพื่อจะนำ AI ตัวนี้มาเป็นตัวแทนของผมยามที่ผมแก่ตัวไปหรือไม่สามารถทำการวิจัยได้อีก ซึ่ง AI สามารถช่วยแพทย์วิเคราะห์ข้อมูลจีโนมิกส์ได้เทียบเท่ากับตัวของผมเอง” นพ.วิปร กล่าว

นักวิจัยโลหิตวิทยา ม.มหิดล คว้ารางวัลนักวิทย์ฯ ดีเด่น ปี 65

สำหรับผลงานในแขนงอื่น ๆ ได้รับรางวัล 100,000 บาท ได้แก่

  • กมลวัช งามเชื้อ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมี สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผลงาน “งานวิจัยขั้นแนวหน้าทางเคมีไฟฟ้าและการประยุกต์ใช้เทคนิคเคมีไฟฟ้าในเซ็นเซอร์ตรวจวัดสารบ่งชี้โรคและสารพิษในสิ่งแวดล้อม” จนนำไปสู่การพัฒนาเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้าสำหรับตรวจวัดสารบ่งชี้ทางชีวภาพในตัวอย่างปัสสาวะและน้ำลาย รวมถึงการตรวจวัดสารพิษและสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ
  • สุรชัย กาญจนาคม อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ผลงาน “การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อใช้ในการผลิตไบโอออยล์และสารเคมี” ที่เข้าไปช่วยแก้ปัญหาคุณสมบัติของไบโอออยล์ที่ไม่เสถียร ทำให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีสร้างผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จำรัส ลิ้มตระกูล ประธานคณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ถือเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการพัฒนาประเทศ จากการจัดอันดับของ Nature Index พบว่า ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 40 ของโลก จาก 115 ประเทศ และเป็นอันดับที่ 9 ในเขต Asia Pacific จำนวน 28 ประเทศ 

และเมื่อพิจารณาในกลุ่มสมาชิก ASEAN 10 ประเทศนั้นพบว่า อันดับที่ 1 คือประเทศสิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยเป็นอันดับที่ 2 ตามด้วยประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย 

“เราต้องมุ่งเน้นพัฒนางานวิจัยขั้นแนวหน้าที่ตอบสนองความต้องการของประเทศและสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีปัจจุบันในด้านต่าง ๆ อาทิ Energy and Environment, Biotechnologies,  Advanced Functional Materials, และ Advanced Digital Technologies เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เราต้องสร้างนักวิจัยที่มีศักยภาพ เพื่อให้เป็นหัวรถจักรชั้นดีในการขับเคลื่อนประเทศ 

อีกทั้งเป็นการเพิ่มทุนทางนวัตกรรม เพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด เช่นเดียวกับประเทศชั้นนำในเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องส่งเสริมและสร้างองค์ประกอบด้านต่าง ๆ ให้พร้อมเพรียง ในแต่ละด้าน 

ได้แก่ 1. ส่งเสริมความเป็นเลิศในสาขาวิจัยที่สร้างศักยภาพให้กับประเทศ 2. เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 3. สนับสนุนนักวิจัยและผู้นำกลุ่มนักวิจัยขั้นแนวหน้าและ 4. สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัย เพื่อเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ฯลฯ ที่มีคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการ และให้ทันกับการพัฒนาประเทศชาติให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง” จำรัส ลิ้มตระกูล กล่าว