งานสัมมนา 3 ซีรีส์ ปิดท้ายด้วย "วันนักลงทุน"
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จัดงาน Thailand Spaceport Investor Day 2026 เพื่อจุดประกายและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางกิจการอวกาศแห่งใหม่ของภูมิภาค
ดร.ณัฐวัฒน์ หงส์กาญจนกุล ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ GISTDA กล่าวว่า Thailand Spaceport Week ปีนี้จัดขึ้นทั้งหมด 3 ซีรีส์ต่อเนื่องกัน โดย 2 วันแรกจัดขึ้นที่จังหวัดลพบุรี เน้นด้านเทคโนโลยี มีการสาธิตยิงจรวดจริง ควบคู่กับการหารือกระบวนการทางกฎหมายและความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจ
ส่วนวันที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นก่อนหน้างานวันนี้ เน้นเรื่องการศึกษาวิจัยและการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ โดยมีชมรมจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้าร่วม รวมถึงการบรรยายจากวิทยากรญี่ปุ่นและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทฤษฎีแรงขับดันเครื่องยนต์จรวด
ส่วนวันสุดท้ายซึ่งใช้ธีม "Investor Day" มุ่งเน้นกลไกการดึงเงินลงทุนเข้าสู่ธุรกิจอวกาศ โดยมีการยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นที่ใช้รูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP (Public-Private Partnership) เป็นกลไกขับเคลื่อน
โมเดล PPP หัวใจของการลงทุน
ดร.ณัฐวัฒน์ กล่าวว่า ในการลงทุนสร้าง "ท่าอวกาศยานไทย" (Thailand Spaceport) รัฐบาลไม่สามารถลงทุนเพียงลำพังได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยการร่วมทุนจากภาคเอกชน โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยกตัวอย่างว่ารองนายกรัฐมนตรี เคยกล่าวถึงแนวทาง PPP ในทำนองเดียวกัน
"มีนักลงทุนบางส่วนที่เดิมสนใจนำเงินไปลงทุนด้าน AI เริ่มพิจารณาโยกเงินมาสู่ธุรกิจอวกาศแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานพยายามผลักดันให้เกิดภาพดังกล่าวมากขึ้น”
เล็งพื้นที่ริมทะเลของรัฐ ตัดพื้นที่เกาะในระยะแรก
สำหรับทำเลที่ตั้งของสเปซพอร์ต ดร.ณัฐวัฒน์ ระบุว่ายังไม่มีการชี้ชัดพื้นที่แน่นอน แต่ระบุเงื่อนไขเบื้องต้นว่าต้องไม่ใช่พื้นที่ในเขตเมือง และควรเป็นพื้นที่ริมทะเล
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยพัฒนาการท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน พื้นที่ชายทะเลส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในความดูแลของภาคเอกชนในลักษณะรีสอร์ต ดังนั้น พื้นที่ที่มีความเป็นไปได้จริงจึงควรเป็นที่ดินของภาครัฐ เช่น พื้นที่ของกองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือพื้นที่ในความดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ
ส่วนพื้นที่เกาะ เช่น เกาะจาน อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แม้จะเคยถูกกล่าวถึงในข่าว แต่ยังไม่เหมาะสมสำหรับระยะเริ่มต้น เนื่องจากปัญหาด้านการเข้าถึงพื้นที่
เป้าหมาย 5 ปี แตะขอบฟ้าที่ 100 กิโลเมตร
ในประเด็นแผนการขับเคลื่อน GISTDA กำหนดกรอบเวลาระยะสั้นถึงกลางไว้ที่ประมาณ 5 ปี โดยเป้าหมายคือการยิงจรวดขึ้นสู่ความสูงประมาณ 100 กิโลเมตรจากพื้นดิน ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าเข้าสู่ขอบเขตอวกาศ เรียกการยิงลักษณะนี้ว่า "sub-orbital" ส่วนหากต้องการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรจริง จำเป็นต้องยิงให้ได้ระดับความสูงประมาณ 400 กิโลเมตรขึ้นไป
"ถ้าเราได้สัก 100 กิโลเมตร ตรงนี้มันจะมีธุรกิจบางประเภทที่สอดรับอยู่ เค้าเรียกว่า sounding rocket หรือการทดลองทดสอบงานวิจัยเกี่ยวกับการทำจรวด" ดร.ณัฐวัฒน์ กล่าว
กฎหมายต้องไล่ตามเทคโนโลยีให้ทัน
หากสามารถยิงจรวดถึงระดับ 100 กิโลเมตรได้ ภายใน 1-2 ปีจากนี้ กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องจะต้องถูกคลี่คลายให้ชัดเจนขึ้น
ทั้งประเด็นการจำแนกประเภทจรวดไม่ให้ถูกมองเป็นขีปนาวุธ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความปลอดภัยกรณีชิ้นส่วนตกในพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ การนำเข้า-ส่งออกวัตถุอันตรายอย่างเชื้อเพลิงจรวด รวมถึงการบริหารจัดการน่านฟ้า
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การ "แก้กฎหมาย" ทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดให้รอบคอบมากขึ้น ยกตัวอย่างมีการเสนอให้แบ่งจรวดที่ใช้ในเชิงพาณิชย์และงานวิจัยออกเป็น "หมวดหมู่พิเศษ" (special category) แยกจากจรวดขนาดใหญ่ เพื่อให้มีมาตรการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับแต่ละประเภท
ในประเด็นการนำเข้าวัตถุอันตราย เช่น เชื้อเพลิงจรวด ปัจจุบันยังไม่มีการควบคุมที่เข้มงวดในมุมของการใช้งานเชิงพาณิชย์ ขณะที่ในมุมของกิจการทหารมีการควบคุมอยู่แล้ว จึงจำเป็นต้องเชื่อมโยงกฎเกณฑ์ทั้งสองด้านเข้าด้วยกัน เพื่อให้การนำเข้าเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์และสันติสามารถดำเนินการได้โดยไม่ถูกมองว่าเป็นเรื่องของฝ่ายทหารเพียงอย่างเดียว
สำหรับบทบาทของ GISTDA หน่วยงานแบ่งแนวทางการทำงานออกเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในสังคม การประสานงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการผลักดันด้านกฎหมาย ดร.ณัฐวัฒน์ ย้ำว่า GISTDA เองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล (Regulator) แต่ต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท./CAAT)
นอกจากพระราชบัญญัติกิจการอวกาศที่ GISTDA ดูแลอยู่แล้ว ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก อาทิ กฎหมายด้านความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย โรงงานอุตสาหกรรม และวัตถุอันตราย ซึ่ง GISTDA ต้องทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานเชื่อมโยงหน่วยงานเหล่านี้เข้าด้วยกัน
เทคโนโลยีต้องพัฒนาเอง ซื้อไม่ได้ทั้งหมด
ในมิติด้านเทคโนโลยีนั้น เทคโนโลยีจรวดไม่สามารถซื้อหาได้ง่ายจากต่างประเทศ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระบบนำวิถี (guidance system) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความอ่อนไหวเชิงความมั่นคง ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นเองบางส่วน ไม่สามารถพึ่งพาการนำเข้าเพียงอย่างเดียวได้
ตัวอย่างที่ยกขึ้นมาคือ บริษัทที่จดทะเบียนและตั้งฐานการผลิตอยู่ในประเทศไทย แม้จะมีบุคลากรต่างชาติร่วมทำงานอยู่ด้วย ก็ยังถือว่าเป็น "บริษัทไทย" ที่พัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้อยู่ในประเทศ
หากมีความต้องการเทคโนโลยีเฉพาะทางบางส่วน ก็สามารถใช้วิธีจ้างบริษัทในประเทศหรือนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไทยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดได้ ซึ่งจะช่วยให้องค์ความรู้ขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ภายในประเทศ
ต้องมีแมนเดตจากรัฐบาลระดับชาติ
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โครงการสเปซพอร์ตเกิดขึ้นได้จริง คือทิศทางนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล หากมีคำประกาศจากรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีว่าประเทศจะเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง ส่วนที่เหลือจะสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้
แต่หากไม่มีสถานะเป็น "แมนเดต" (mandate) ระดับประเทศ โครงการอาจกลายเป็นเพียงกระแสชั่วคราวที่ขาดความต่อเนื่องและงบประมาณสนับสนุน
"ผมคิดว่าเราอาจจะพูดคำว่า spaceport เหมือนพูดว่า landbridge อย่างเงี้ย พูดเหมือน entertainment complex...อยากให้มันถึงสเกลนั้น" ดร.ณัฐวัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ ยังมีการอ้างถึงการทดสอบยิงจรวดโดยภาคเอกชน โดยระบุว่าจะมีการทดสอบยิงครั้งต่อไปในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งหากเป็นไปได้เร็วที่สุดคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน
สเปซพอร์ตไม่ใช่แค่ "สนามบิน" แต่ต้องมองครบ 3 มิติ
ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ อธิบายเปรียบเทียบว่าการมองสเปซพอร์ตไม่ควรมองแค่ในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพียงอย่างเดียว เช่นเดียวกับสนามบินที่ต้องประกอบด้วยสนามบิน เครื่องบิน และผู้โดยสาร
สเปซพอร์ตก็ต้องมองครบ 3 มิติ คือ ฐานยิง ตัวจรวด และผู้ใช้บริการ ซึ่งปัจจุบันหมายถึงดาวเทียมเป็นหลัก แต่ในระยะยาวอาจรวมถึงการขนส่งบุคคล หรือธุรกิจท่องเที่ยวอวกาศ (Space Tourism)
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์การบิน ที่ในยุคเริ่มต้นเครื่องบินและสนามบินถูกใช้เพื่อภารกิจทางการทหารในสงครามโลก ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาสู่การบินพาณิชย์เพื่อประชาชนทั่วไปในเวลาต่อมา
และคาดการณ์ว่าธุรกิจอวกาศอาจเดินตามเส้นทางเดียวกัน โดยอาจกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับการใช้งานทั่วไปภายในกรอบเวลาประมาณ 10 ปีข้างหน้า[ตรวจสอบ]
สรุปสามปัจจัยหลัก: กฎหมาย เทคโนโลยี เงินลงทุน
เมื่อถูกถามถึงปัจจัยท้าทายหลักของโครงการ ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจอวกาศ ระบุว่าไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าปัจจัยใดสำคัญที่สุด แต่ทั้งสามด้าน คือ กฎหมาย เทคโนโลยี และเงินลงทุน ล้วนมีความสำคัญเชื่อมโยงกัน โดยเฉพาะในด้านเงินทุน
หากรัฐบาลตัดสินใจสนับสนุนงบประมาณโดยตรงเช่นเดียวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โครงการก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เร็ว แต่หากไม่มีการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ ก็จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนผ่านรูปแบบ PPP



