แอฟฟิโนม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ประกาศความสำเร็จในการวิจัยพัฒนาชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลาย เพิ่มโอกาสในการดูแลและรักษาผู้ป่วย
ผลงานได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ การันตีด้วย 3 รางวัลเกียรติยศจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี
คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมมือกับสำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการพัฒนานวัตกรรม “อัลแอดเซนส์ (Alz@sense)” เทคโนโลยีต้นแบบในการตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย
ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม
นวัตกรรมดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยผ่านการตรวจวิเคราะห์จากน้ำลาย ช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเจาะเลือด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลรักษาของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที
“ถือเป็นความภาคภูมิใจในการยกระดับศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยที่พร้อมขับเคลื่อนสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง
เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงเซ็นเซอร์หนึ่งชิ้น แต่เราต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ผู้สูงอายุได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ง่ายขึ้น เพื่อการดูแลตนเองและเก็บรักษาความทรงจำให้ได้ยาวนานที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย และพร้อมก้าวสู่ระดับสากล"
คุณสุรกิจ กุนอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมดังกล่าวมาแสดงและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Thailand Medical Wellness Expo 2026 ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มประชาชนเป็นอย่างดี
เนื่องจากความโดดเด่นของนวัตกรรมดังกล่าวที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลใหญ่ถึง 3 รางวัลจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี
โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย 1. WIPO National Award for Inventors จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก 2.รางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) จากเวที SIIF 2025 3. รางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)
รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จในการผสานศักยภาพระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาแพลตฟอร์มไบโอเซ็นเซอร์ สำหรับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพหลายชนิด เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์
ผลงานวิจัยไม่ได้จำกัดเพียง Amyloid-beta เพียงตัวเดียว แต่ยังต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น มะเร็ง วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคติดเชื้ออื่น ๆ
โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่ตรวจได้รวดเร็ว ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจที่มีคุณภาพได้มากขึ้น
หวังว่าผลงานวิจัยของคนไทยจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย และต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า
นวัตกรรมนี้เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย โดยใช้เทคโนโลยีไบโอเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้การตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ทำได้ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว
โดยเปลี่ยนจากการตรวจแบบเดิมที่ต้องใช้เลือดมาเป็นการตรวจจากน้ำลาย ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นชุดตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Testing) ในอนาคต
นอกจากนี้แล้วนวัตกรรมดังกล่าวยังมีจุดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ที่มีความไวสูง สามารถตรวจจับโปรตีน Amyloid-beta 1–42 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้สำคัญของโรคอัลไซเมอร์ พร้อมทั้งให้ผลมีความสอดคล้องกับวิธีมาตรฐานอย่าง ELISA ในการประเมินเบื้องต้น
“นวัตกรรมชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลาย จะช่วยให้การตรวจโรคที่เคยทำได้เฉพาะในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีเป้าหมายจะขยายการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างทางคลินิกที่ใหญ่ขึ้น และพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์ตรวจแบบพกพาที่สามารถใช้งานได้ในโรงพยาบาล คลินิก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ
ทั้งนี้ ในระยะยาวเราหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยติดตามความเสี่ยงของผู้ป่วยและสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” รศ.ดร.ธงชัยกล่าว



