วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

อุดช่องว่างเงินทุน โจทย์ใหญ่ที่ NIA หวังปลดล็อกธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย

เมื่อธุรกิจนวัตกรรมหรือสตาร์ตอัปไทยเริ่มต้นพัฒนาผลงานจากงานวิจัย จนสามารถสร้างต้นแบบหรือทดลองตลาดได้ สิ่งที่หลายบริษัทต้องเผชิญคือ “ช่องว่างด้านเงินทุน” หรือช่วงเวลาที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่นักลงทุนเอกชนจะตัดสินใจลงทุน แต่ขณะเดียวกันก็เติบโตเกินกว่าจะพึ่งพาเงินสนับสนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้ผลงานวิจัยและนวัตกรรมจำนวนไม่น้อยไม่สามารถพัฒนาไปสู่การผลิตหรือทำตลาดในเชิงพาณิชย์ได้

ปัญหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA โดยหลังจากมีการประกาศใช้ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดมา NIA จึงมีอำนาจดำเนินการด้านการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมได้มากกว่าที่เคย ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

อุดช่องว่างเงินทุน โจทย์ใหญ่ที่ NIA หวังปลดล็อกธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การเปิดทางให้ NIA สามารถร่วมลงทุน ถือหุ้น หรือเข้าร่วมทุนในกองทรัสต์ที่ดำเนินธุรกิจเงินร่วมลงทุนได้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทของหน่วยงานจากเดิมที่ทำหน้าที่สนับสนุนผ่านเงินอุดหนุนโครงการ มาเป็นหน่วยงานที่สามารถเข้าไปแบ่งปันความเสี่ยงกับผู้ประกอบการในฐานะผู้ร่วมลงทุน

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวว่า กฎหมายฉบับใหม่นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบนวัตกรรมไทย เพราะที่ผ่านมา NIA มีบทบาทหลักในการสนับสนุนสตาร์ตอัปและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านการให้ทุนอุดหนุนโครงการ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายใหม่ NIA จะสามารถใช้กลไกการลงทุนผ่าน NIA Venture ซึ่งเป็นแนวทางการลงทุนที่เรียกว่า Catalytic Capital หรือเงินลงทุนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มเติมจากภาคเอกชน

แนวคิดของ Catalytic Capital คือ การที่ภาครัฐเข้าไปร่วมรับความเสี่ยงในช่วงแรกของธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายอื่น เมื่อธุรกิจได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ นักลงทุนเอกชนจึงอาจตัดสินใจร่วมลงทุนได้มากขึ้น เพราะความเสี่ยงไม่ได้ตกอยู่กับเอกชนเพียงฝ่ายเดียว

ในทางปฏิบัติ NIA จะสามารถใช้กลไกการลงทุนได้หลายรูปแบบ ทั้งการลงทุนผ่านกองทรัสต์เพื่อธุรกิจนวัตกรรม การลงทุนโดยตรงในกิจการที่มีศักยภาพสูง การร่วมลงทุนกับกองทุนอื่น รวมถึงการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน เพื่อสนับสนุนธุรกิจตั้งแต่ระยะเริ่มต้นไปจนถึงช่วงที่สามารถขยายกิจการได้

อุดช่องว่างเงินทุน โจทย์ใหญ่ที่ NIA หวังปลดล็อกธุรกิจนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย

การสนับสนุนดังกล่าวครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Seed) ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาแนวคิดหรือสร้างต้นแบบธุรกิจ ต่อเนื่องไปถึง Series A ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจเริ่มมีผลิตภัณฑ์และต้องการเงินทุนเพื่อขยายการดำเนินงาน และสามารถสนับสนุนต่อเนื่องไปจนถึง Series C ซึ่งเป็นระยะที่ธุรกิจมีรายได้และต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการในวงกว้างหรือเตรียมเข้าสู่ตลาดทุน

ดร.กริชผกา อธิบายว่า กลไกดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนสำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดลองตลาด และขยายธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดความเสี่ยงของนักลงทุนเอกชน และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทย

นอกจากการสนับสนุนธุรกิจระยะเริ่มต้นแล้ว กฎหมายยังเปิดโอกาสให้ NIA สามารถสนับสนุนธุรกิจที่อยู่ในช่วงขยายกิจการผ่านรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันในตลาดทุนและตลาดต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การลงทุนของ NIA ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแสวงหาผลกำไรจากการถือหุ้น หรือเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุนเอกชน แต่เป็นการเข้าไปเติมเต็มช่วงที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูงและยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถผ่านช่วงเริ่มต้นและเติบโตต่อไปได้

โดยการจัดสรรเงินลงทุนในระยะแรกแบ่งออกเป็น 3 กลไก ได้แก่ PE Trust สัดส่วนร้อยละ 40 Holding Company สัดส่วนร้อยละ 30 และ Corporate Co-funding อีกสัดส่วนร้อยละ 30 โดยแต่ละรูปแบบจะตอบโจทย์ธุรกิจในช่วงการเติบโตที่แตกต่างกัน

กลไกแรก คือ PE Trust หรือการร่วมลงทุนผ่านกองทรัสต์ในกิจการของสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่อยู่ในช่วง Series A จนถึงก่อนการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ซึ่งเป็นช่วงที่กิจการเริ่มมีรายได้หรือมีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน แต่ยังต้องการเงินทุนเพื่อขยายกิจการ เพิ่มกำลังการผลิต หรือเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดทุน

การลงทุนผ่านกองทรัสต์ลักษณะนี้ทำให้ภาครัฐไม่ได้เข้าไปบริหารธุรกิจโดยตรง แต่ร่วมลงทุนผ่านกลไกที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโต และช่วยเชื่อมต่อธุรกิจเข้าสู่ตลาดทุนในอนาคต

รูปแบบที่สอง คือ Holding Company ซึ่ง NIA จะเข้าไปลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในบริษัทโฮลดิ้งของสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน หรือร่วมลงทุนผ่านกองทุนอื่นในลักษณะ Fund of Funds (FOF)

แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น แทนที่จะกระจายการลงทุนไปยังธุรกิจแต่ละรายโดยตรงเพียงอย่างเดียว การร่วมลงทุนกับกองทุนหรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว จะช่วยให้เงินลงทุนสามารถเข้าถึงธุรกิจนวัตกรรมได้กว้างขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายนักลงทุนที่มีประสบการณ์ในแต่ละอุตสาหกรรม

ส่วนกลไกที่สาม คือ Corporate Co-funding ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนกับนักลงทุนที่ผ่านการรับรองจาก NIA หรือ Listed Investor เพื่อสนับสนุนธุรกิจในระยะเริ่มต้น ตั้งแต่ Seed ถึง Series A

ระยะ Seed ถือเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการเพิ่งเริ่มพัฒนาแนวคิดหรือสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ ขณะที่ Series A เป็นช่วงที่ธุรกิจเริ่มมีลูกค้าหรือเริ่มสร้างรายได้ และต้องการเงินทุนสำหรับขยายการดำเนินงาน การร่วมลงทุนของภาครัฐในช่วงนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนเอกชน และช่วยให้ธุรกิจสามารถผ่านช่วงเริ่มต้นที่มักเข้าถึงเงินทุนได้ยาก

สำหรับอุตสาหกรรมที่ NIA ให้ความสำคัญในระยะแรก ประกอบด้วย เกษตรและอาหาร ธุรกิจสุขภาพและสุขภาวะ เศรษฐกิจหมุนเวียน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศและมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ดร.กริชผกา ย้ำว่า บทบาทใหม่ของ NIA ไม่ได้มีเป้าหมายในการเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุนเอกชน หรือสร้างผลกำไรจากการถือหุ้น แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือในการเติมเต็มช่องว่างที่ธุรกิจนวัตกรรมจำนวนมากเผชิญในช่วงเริ่มต้น ซึ่งเป็นช่วงที่ความเสี่ยงยังสูง และการเข้าถึงเงินทุนจากภาคเอกชนยังทำได้ยาก

“ภาครัฐไม่ได้มุ่งสร้างผลกำไรจากการถือหุ้น หรือเข้าไปแข่งขันกับนักลงทุน แต่ต้องการใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือลดความเสี่ยงให้สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีในช่วงเริ่มต้น โดยจะเข้าไปเติมเต็มช่องว่างช่วงที่ธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูง เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้” 

ดร.กริชผกา ยังกล่าวอีกว่า การขยายบทบาทของ NIA จะส่งผลต่อระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยในหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มโอกาสให้สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน การผลักดันผลงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ การเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบเงินร่วมลงทุนของประเทศ ไปจนถึงการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุนด้านนวัตกรรมมากขึ้น

ในระยะยาว NIA คาดหวังว่ากลไกดังกล่าวจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยถูกมองเป็นจุดหมายด้านการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมมากขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับแก้มาตรา แต่คือการเปิดประตูเศรษฐกิจนวัตกรรมไทยไปสู่อนาคต และยังเปลี่ยนบทบาทของรัฐจากผู้ให้ทุนให้กลายเป็นผู้กระตุ้นตลาดทุนสำหรับธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งหากกลไกนี้ขับเคลื่อนได้อย่างเต็มรูปแบบ จะส่งผลให้ประเทศไทยมีสตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพสูงขึ้น เกิดการจ้างงานทักษะสูง และทำให้นักลงทุนต่างชาติมองไทยเป็นตลาดสตาร์ตอัปที่จริงจังและน่าลงทุนที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค” ดร.กริชผกา กล่าวทิ้งท้าย