กรมวิชาการเกษตรพัฒนาการใช้โดรนในภาคเกษตรต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2560 ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยภาคสนาม การกำหนดมาตรฐานการบิน ไปจนถึงการผลักดันให้ผู้รับจ้างพ่นมีความรู้และใบอนุญาตถูกต้อง เพื่อสร้างความมั่นใจแก่เกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
Fortune Business Insights คาดการณ์ว่าตลาดโดรนเพื่อการเกษตรทั่วโลกจะเติบโตจาก 6,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 สู่ 23,780 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2575 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 18.5 ต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าโดรนกำลังกลายเป็นเครื่องมือหลักในการเกษตรยุคใหม่ทั่วโลก
ประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมชั้นนำจึงจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง โดยภาครัฐได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงและนำโดรนมาใช้ในกระบวนการผลิตผ่านคอร์สฝึกอบรม “ผู้ควบคุมการพ่นวัตถุอันตรายทางการเกษตรด้วยอากาศยาน” ตั้งเป้าอบรมผู้ควบคุมโดรนพ่นสาร 5,000 รายทั่วประเทศภายในปี 2570
จุดเริ่มต้น: วิกฤติหนอนกระทู้ข้าวโพดปี 60
ในการเสวนาหัวข้อ "การเปลี่ยนผ่านนวัตกรรมโดรนสู่เครื่องมือสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูงของไทยและความมั่นคงประเทศ" ระหว่างแถลงการจัดงาน DronTech Asia 2026
นางสาวยุรวรรณ อนันตนมณี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ กลุ่มบริหารศัตรูพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของกรมฯ คือการสนับสนุนให้เกษตรกรมีผลผลิตที่ดีขึ้นและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม การมุ่งเน้นผลผลิตภาคการเกษตรจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโดรนเกษตรเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการอารักขาพืช ครอบคลุมการป้องกันกำจัดโรค แมลงและวัชพืช
กรมฯ เริ่มนำโดรนมาใช้ในภาคการเกษตรอย่างจริงจังในปี 2560 จากวิกฤติหนอนกระทู้ข้าวโพดและเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนัก ส่งผลให้ผลผลิตข้าวโพดลดลงถึง 70%
สาเหตุสำคัญที่ทำให้โดรนกลายเป็นทางออกคือหนอนกระทู้สามารถเข้าทำลายข้าวโพดได้ทุกช่วงอายุ รวมถึงระยะที่ต้นโตแล้ว ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพ่นสารกำจัดแมลงด้วยอุปกรณ์แบบเดิมได้ เนื่องจากละอองสารจะย้อนกลับมากระทบตัวผู้ใช้งาน และอุปกรณ์แบบดั้งเดิมไม่สามารถพ่นในระดับความสูงได้
เทคโนโลยีโดรนจึงเป็นทางออกของปัญหา โดยนำมาทดสอบและวิจัย จนพิสูจน์ได้ว่าโดรนสามารถกำจัดศัตรูพืชได้ทั้งแมลง โรคพืชและวัชพืช กรมฯจึงดำเนินงานวิจัยด้านโดรนเกษตรอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
โดยขยายขอบเขตไปถึงการปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติด้วยโดรนอีกด้วย แม้ก่อนหน้านั้นจะมีการทดลองใช้เฮลิคอปเตอร์พ่นสาร แต่เกษตรกรให้ความนิยมโดรนมากกว่าเนื่องจากใช้งานสะดวกกว่า
วิจัยภาคสนามจริงมุ่งลดข้อพิพาท
เมื่อการใช้โดรนขยายตัว ปัญหาข้อพิพาทจากการใช้งานไม่ถูกต้องก็เริ่มเกิดขึ้น โดยเฉพาะละอองสารกำจัดวัชพืชที่ล่องลอยออกนอกพื้นที่เป้าหมาย จึงเดินหน้าวิจัยเพื่อกำหนดความสูงในการบิน ความเร็วลม และสภาวะที่เหมาะสม โดยลงทำในแปลงเกษตรจริง ไม่ใช่เพียงในห้องปฏิบัติการ
งานวิจัยครอบคลุมพืชหลากหลายชนิด ทั้งข้าว ข้าวโพด พืชผักและไม้ผล โดยพืชผักมีความท้าทายสูงเนื่องจากบอบบางและอ่อนแอต่อแรงลมจากใต้ปีกโดรน ส่วนไม้ผลอย่างทุเรียนบริเวณชายแดนก็ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวและกำจัดศัตรูพืช ซึ่งโดรนเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้
กรมวิชาการเกษตรนำงานวิจัยของตนเองและมาตรฐานสากลจากต่างประเทศมาจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานการพ่นสารด้วยโดรนเกษตร (SOP) เพื่อให้เกษตรกร ผู้รับจ้างพ่น และทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การเกษตรใช้โดรนได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของเกษตรกร ผู้บริโภค ชุมชน และระบบการผลิตพืชโดยรวม
ควบคู่กันนั้น กรมยังมุ่งผลักดันให้ผู้รับจ้างพ่นโดรนซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากในตลาดได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
เนื่องจากหากผู้รับจ้างพ่น หรือที่เรียกกันในภาษาชาวบ้านว่า “มือปืนรับจ้าง” ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้สารกำจัดศัตรูพืช จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตัวเกษตรกร และคุณภาพผลผลิต และท้ายที่สุดก็กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคด้วย
ในกรณีที่โดรนเกษตรที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนถูกต้องถูกนำมาใช้งาน กรมได้กำกับให้โดรนดังกล่าวไม่สามารถบินได้ เพื่อผลักดันให้ผู้ครอบครองโดรนดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎระเบียบทุกขั้นตอน
งานวิจัยพร้อมโชว์ DroneTech
กรมฯ เตรียมนำเสนองานวิจัยที่ประสบความสำเร็จในงาน DronTech Asia 2026 โดยมีสองผลงานเด่น ได้แก่ การใช้โดรนติดกล้อง multispectral ตรวจวัดการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว เพื่อประเมินและวางแผนปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติได้อย่างแม่นยำ
และการใช้โดรนพ่นสารกำจัดโรคใบร่วงยางพาราในภาคใต้ ซึ่งต้นยางพาราสูงถึง 10-15 เมตร เกินกว่าแรงงานจะปีนพ่นยาได้ โดรนจึงเข้ามาช่วยให้เกษตรกรรักษาต้นยางพาราได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในอนาคต กรมวิชาการเกษตรมองว่าโดรนจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้น โดยมุ่งพัฒนาการตรวจจับศัตรูพืชด้วยกล้องและ AI เพื่อประเมินความเสียหายได้ทันท่วงที และป้องกันกำจัดได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
ทั้งนี้ DronTech Asia 2026 จัดโดย GML Exhibition ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน นอกจากจะจัดแสดงสินค้าด้านเทคโนโลยีโดรนเพื่อการพาณิชย์และการป้องกันประเทศมากกว่า 150 แบรนด์ทั่วโลกแล้ว
ยังนำเสนอเวทีสัมมนานานาชาติและการสาธิตเทคโนโลยีในสถานการณ์จริง ครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่เกษตรอัจฉริยะ โลจิสติกส์ ความมั่นคง ไปจนถึง Future Air Mobility ซึ่งรวมถึงยานพาหนะ eVTOL และระบบการบริหารจัดการน่านฟ้าอัจฉริยะยุคใหม่ ระหว่างวันที่ 11-13 พ.ย.2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี


