Nac Drone โดรนสัญชาติไทยเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่ปี 2561 สามารถผลิตโดรนสะสมแล้วกว่า 3,200 ลำ ถือเป็นผู้ผลิตที่มียอดการผลิตสูงสุดในประเทศ ก่อนจะปรับทิศทางธุรกิจครั้งใหญ่เพื่อรับมือการแข่งขันจากต่างชาติที่เข้ามาดัมพ์ราคาในตลาดเกษตรกรรม
“เราไม่ต้องการให้เกิดสงคราม แต่ถ้าเกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องป้องกันประเทศยังไง การป้องกันประเทศที่ดีที่สุดคือการพึ่งพาตนเอง” อัศวิน โรมประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อีซี่ (2018) จำกัด และ บริษัท แนค โดรน อินดัสเทรียล จำกัด กล่าว
ภาพจาก FB:สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติแห่งประเทศไทย
หันพวงมาลัยสู่โดรนทหาร
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา เมื่อวิกฤติความขัดแย้งทางการทหารระหว่างประเทศปะทุขึ้น บริษัทมองเห็นโอกาสและตัดสินใจผันตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยนำเทคโนโลยีและองค์ความรู้ที่มีอยู่จากโดรนเกษตรและโดรนกู้ภัยมาพัฒนาต่อยอด
จากผู้ผลิตโดรนเกษตร 100% ปัจจุบันพอร์ตโฟลิโอของบริษัทปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประกอบด้วย โดรนเกษตร 30% โดรนป้องกันประเทศ 40% (โดรนโจมตี โดรนทิ้งระเบิด โดรนตรวจการณ์ และโดรนทำลายโดรนของฝ่ายตรงข้าม) และโดรนขนส่ง 20% สัดส่วนเหล่านี้ยังปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตามสภาพตลาด
นอกจากเป็นผู้บริหาร Nac Drone แล้ว อัศวินยังสวมหมวก “นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ (ประเทศไทย) หรือ D.R.A.T” มีโอกาสเข้าร่วมปฏิบัติการในพื้นที่จริง 4 สนามรบ เล่าถึงประสบการณ์ตรงที่เผยให้เห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศอย่างชัดเจน
“ภารกิจแรกที่เนิน 677 ในพื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี เป็นพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาจบลงอย่างรวดเร็ว โดรนของเราทิ้งระเบิดได้เพียง 2 ลูก สูญเสียโดรนไป 5-6 ลำ เนื่องจากถูกฝ่ายตรงข้ามโต้ตอบด้วยระบบต่อต้านโดรน เทคโนโลยีที่เคยภาคภูมิใจ กลับใช้ไม่ได้จริงในสนาม"
ทีมมีเวลาเพียง 3 เดือนในการพัฒนาโดรนแบบใหม่ โดยไม่สามารถรอกระบวนการจัดหาของภาครัฐที่ใช้เวลานานได้ ดังนั้น ภาคเอกชนจึงต้องเป็นกำลังหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
เขาทุ่มเงินส่วนตัวทั้งหมดเพื่อผลิตโดรนประเภทใหม่ที่รับมือกับระบบต่อต้านโดรนได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือในการยกแรกทิ้งระเบิดได้เพียง 2 ลูก แต่ในยกที่สองหลังพัฒนาโดรนใหม่ ทิ้งได้ถึง 1,030 ลูก
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่าความสามารถในการผลิตและพัฒนาอาวุธภายในประเทศมีผลต่อผลลัพธ์ในสนามรบอย่างมหาศาล
จุดสำคัญคือองค์ความรู้ (know-how) ที่ได้รับโดยตรงจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จริงและการเข้าใจปัญหาเชิงลึก (pain point) ที่เกิดขึ้นในสนามรบมาพัฒนาต่อยอด โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการบินในสภาวะที่ฝ่ายตรงข้ามใช้ระบบต่อต้านโดรน (anti-drone) ขัดขวาง
ย้อนรอยพระเจ้าตาก
ผู้บริหาร Nac Drone อ้างอิงบทเรียนจากประวัติศาสตร์เพื่อสนับสนุนแนวคิดการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรม โดยย้อนไปเมื่อปี 2310 พระเจ้าตากมีเวลาเพียง 3 เดือนในการกอบกู้เอกราช
ด้วยการต่อเรือรบ 100 ลำที่จังหวัดจันทบุรี โดยนำเรือประมงมาดัดแปลงและนำเข้าชิ้นส่วนจากจีน ทั้งปืนใหญ่และอาวุธปืน มาประกอบเป็นเรือรบ แล้วรอให้ลมมรสุมเปลี่ยนทิศก่อนยกทัพกลับเข้ายึดกรุง
สงครามอนาคตคือสงครามโดรน
สำหรับมุมมองต่ออนาคตของสงคราม อัศวิน มองว่า การรบในอนาคตจะไม่มีใครพูดถึงการใช้ปืนหรือทหารราบเหมือนเดิมอีกต่อไป อาวุธที่จะต่อสู้กับโดรนได้คือโดรนด้วยกันเอง คือทำให้โดรนฝ่ายตรงข้ามใช้ไม่ได้ ขณะที่โดรนฝ่ายตัวเองยังคงบินได้
ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมโดรนภายในประเทศจึงไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องของการปกป้องอธิปไตยของชาติ
ความไม่เท่าเทียมทางภาษี
ผู้ประกอบการโดรนสัญชาติไทยเปิดเผยถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บั่นทอนอุตสาหกรรมการผลิตโดรนภายในประเทศ ว่าจำนวนผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมนี้ลดลงจาก 78 รายเหลือเพียง 3 ราย และหากไม่มีการสนับสนุนจากหน่วยงานอย่าง DEPA อาจหายไปจากตลาดทั้งหมด
ความท้าทายหลักที่เผชิญอยู่ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือกระบวนการผลิต แต่อยู่ที่กฎระเบียบและข้อบังคับภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมภายในประเทศที่สวนทางกับนโยบายเปิดเสรีการแข่งขัน ซึ่งทำให้ผู้ผลิตในประเทศยังไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้อย่างเต็มที่
Nac Drone เริ่มต้นในฐานะผู้ผลิตโดรนเกษตร 100% ก่อนพบว่าหลังจากดำเนินกิจการได้ราว 3 ปี ตลาดเริ่มเปิดรับคู่แข่งจากต่างประเทศ ส่งผลให้การผลิตภายในประเทศเผชิญความยากลำบากมากขึ้น
โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างที่ผู้ผลิตในประเทศแบกรับภาระภาษีนำเข้าเฉลี่ย 23% ขณะที่การนำเข้าโดรนสำเร็จรูปเพื่อการเกษตรได้รับอัตราภาษี 0%
ความเหลื่อมล้ำนี้ทำให้ผู้ผลิตไทยเสียเปรียบในการแข่งขันตั้งแต่ก้าวแรก ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตภายในประเทศยังคงเท่าเดิม สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้จำนวนผู้ประกอบการและผู้ผลิตโดรนในประเทศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ผลของการปรับพอร์ตโฟลิโอของ Nac Drone ที่ลดบทบาทโดรนเกษตรและเพิ่มสัดส่วนโดรนทางการทหาร
สะท้อนชัดเจนผ่านตัวเลขทางการเงิน จากรายได้ปีละ 10-20 ล้านบาทในอดีต ปัจจุบันรายได้อยู่ที่ 400-500 ล้านบาท ทั้งยังอยู่ระหว่างขยายฐานการผลิตให้ใหญ่ขึ้น และเตรียมแผนส่งออกในอนาคตอันใกล้
“การอยู่รอดในธุรกิจนี้ต้องอาศัยความสามารถในการปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งการ downsize ในส่วนที่ไม่ทำกำไร และการ upskill พนักงานให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ที่มีการแข่งขันน้อยกว่า” ผู้บริหาร Nac Drone กล่าว
หากมองย้อนกลับไป พระเจ้าตากก็ไม่ได้พัฒนาแค่เรือรบ 100 ลำ แต่ยังสร้าง “คน” ขึ้นมาด้วย ซึ่งการพัฒนาบุคลากรคือทางรอดที่แท้จริงของอุตสาหกรรมนี้เช่นกัน.


