เทคโนโลยีฉายรังสีเชิงลึกคือ “กุญแจสำคัญ” ที่จะเปลี่ยนกับข้าวพื้นบ้านหรือสินค้าชุมชน ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียม ขับเคลื่อน SMEs ไทยได้อย่างแท้จริง
ในแต่ละปีมีผลิตภัณฑ์อาหารและผลผลิตทางการเกษตรหลากหลายประเภทรวมประมาณ 40-50 ชนิด เข้ารับบริการฉายรังสีจากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.)
เทคโนโลยีการฉายรังสีได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และองค์การอนามัยโลก ซึ่งรับรองความปลอดภัยของเทคโนโลยีนี้อย่างชัดเจน การนำมาใช้จะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์อาหารไทยให้สามารถส่งออกได้ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น
ทางรอดธุรกิจอาหารไทย
รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ฯ ระบุว่า ทุกวันนี้เราจะมาแข่งกันแค่ผลิตให้มากไม่ได้ ต้องเน้นคุณภาพ อาจไม่ต้องเยอะแต่ต้องมีคุณภาพแน่นอน
หากมองเพียงตลาดในประเทศที่มีประชากร 60 ล้านคนซึ่งมีแนวโน้มลดลง ย่อมจำกัดศักยภาพการเติบโต แต่ตลาดโลกขณะนี้มีประชากรกว่า 8,000 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านคนในอนาคต นับเป็นโอกาสมหาศาลสำหรับอุตสาหกรรมอาหารไทย
อาหารฉายรังสีไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือ “ทางรอด” ของผู้ประกอบการอาหารไทย เนื่องจากในอนาคตสินค้าที่มีคุณภาพเท่านั้นจะอยู่รอดได้ในตลาด หากสินค้าขาดมาตรฐานหรือปนเปื้อนเชื้อโรค ผู้บริโภคจะเลิกซื้อในที่สุด
เทคโนโลยีการฉายรังสีเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทั้งในด้านการรักษาคุณภาพและการสร้างโอกาสทางการค้าให้กับอาหารพื้นถิ่นไทย
โดยตอบโจทย์ในเรื่องการยืดอายุการเก็บรักษา (Shelf-life Extension) ด้วยการลดปริมาณจุลินทรีย์และเชื้อโรคต่างๆ ที่เป็นสาเหตุให้อาหารเน่าเสีย ทำให้สามารถเก็บรักษาอาหารได้นานขึ้นอย่างมาก
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “แหนม” ซึ่งหากไม่ฉายรังสีจะเก็บไว้นอกตู้เย็นได้เพียง 7 วัน แต่เมื่อผ่านการฉายรังสีแล้วสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 90 วัน หรือ 3 เดือน นอกจากนี้ยังใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไส้กรอก และสมุนไพรแห้งได้อีกด้วย
การฉายรังสียังช่วยให้อาหารสะอาด ปลอดภัยจากเชื้อปนเปื้อน และเป็นเทคโนโลยีที่หน่วยงานระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นให้การยอมรับ
ทั้งยังช่วยรักษาเอกลักษณ์ของอาหารพื้นถิ่นซึ่งต่างจากการใช้ความร้อน เช่น การต้มหรือนึ่ง ที่อาจทำให้รสชาติหรือเนื้อสัมผัสเปลี่ยนไป
การฉายรังสีสามารถฆ่าเชื้อได้โดยยังคงรสชาติดั้งเดิมและเนื้อสัมผัส (Texture) ของอาหารพื้นถิ่นไว้ได้ เช่น แหนมฉายรังสีจะยังคงความเปรี้ยวและเนื้อสัมผัสแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญในการส่งออก
ขณะเดียวกันก็ช่วยรักษาคุณค่าของสารอาหารและส่วนประกอบบางอย่างที่ไม่สามารถทนความร้อนได้ ให้ยังคงอยู่ครบถ้วนตามความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ
จากชุมชนสู่สากล
เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถข้ามขีดจำกัดเดิมๆ จากการขายแค่ในชุมชน ไปสู่ระดับจังหวัด ประเทศ และก้าวไปสู่ระดับสากลได้ เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานสูงพอที่จะผ่านเกณฑ์การนำเข้าของประเทศต่างๆ
ที่สำคัญคือเป็นการเปลี่ยนอาหารพื้นถิ่นให้กลายเป็น “นวัตกรรมอาหาร” (FoodTech) ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และสร้างรายได้กลับสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
สร้างความพร้อมในการเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายสมัยใหม่ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการฉายรังสีและมีอายุการเก็บรักษานานขึ้น จะมีความพร้อมในการวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อชั้นนำ เช่น 7-Eleven ได้ง่ายขึ้น
โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก
ผู้อำนวยการ สทน.กล่าวว่า สทน.ได้ดำเนิน “โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก” โดยความร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และสถาบันอาหาร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้นี้และสนับสนุนทุนวิจัยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
และเตรียมเดินหน้าจัดตั้งศูนย์ฉายรังสีประจำภูมิภาคให้ครบทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการในท้องถิ่นสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้สะดวกขึ้น ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และยกระดับอาหารพื้นถิ่นไทยสู่สินค้ามูลค่าสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“ปัจจุบันโครงการขยายศูนย์ฉายรังสีสู่ภูมิภาคได้มีการนำเสนอผ่านกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แล้ว และทาง สทน. พร้อมที่จะดำเนินการก่อสร้างอย่างเร่งด่วนหากได้รับอนุมัติงบประมาณ”
ในส่วนโครงการบ่มเพาะฯ ได้จัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 18 – 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือก 15 ราย จาก 60 รายเข้ารับการอบรมพัฒนาศักยภาพแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
ทั้งด้านเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร กฎหมายและมาตรฐานอาหาร การยืดอายุผลิตภัณฑ์ การตลาด การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้าง Storytelling การจัดทำแผนธุรกิจ รวมถึงการ Pitching เพื่อนำเสนอธุรกิจต่อผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน
ผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการ 15 รายในโครงการฯ ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์กลุ่มแหนมและเนื้อสัตว์แปรรูป (แหนม แหนมเนือง แหนมตุ้มจิ๋วและไส้กรอก) ผลิตภัณฑ์เกษตรและข้าวแปรรูป (ผงกล้วยน้ำว้าดิบ น้ำพริกปลาส้มและข้าวแปรรูป เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้องงอก) รวมทั้งผลิตภัณฑ์ยาดมสมุนไพร (แบรนด์หงส์ไทย) ซึ่งใช้เทคโนโลยีการฉายรังสีในการฆ่าเชื้อและรักษาคุณภาพ
การฉายรังสีสร้าง New Growth Engine
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นสักขีพยานและประธานเปิด "โครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสี เชิงลึกเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ประจำปี 2569” กล่าวว่า
ประเทศไทยมีต้นทุนทางทรัพยากรอาหารและการเกษตรที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสามารถสร้างรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัวมาได้หลายยุคหลายสมัย
แต่ในปัจจุบัน การยึดติดกับกรอบการทำธุรกิจแบบเดิม หรือพึ่งพาเพียงตลาดในประเทศที่มีประชากรราว 60 ล้านคนและมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ นั้น กำลังกลายเป็น “Red Ocean” ที่มีการแข่งขันสูงและเติบโตได้ยาก
หากผู้ประกอบการไทยต้องการก้าวไปข้างหน้า สิ่งสำคัญคือต้องตั้งเป้าหมายสู่ตลาดโลก (Global Market) ซึ่งความท้าทายหลักไม่ได้อยู่ที่วัตถุดิบ แต่อยู่ที่การยกระดับมาตรฐานสินค้า การยืดอายุการเก็บรักษา และระบบโลจิสติกส์ที่ต้องผ่านเกณฑ์อันเข้มงวดของนานาประเทศ
เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดดังกล่าว “เทคโนโลยีและนวัตกรรม” จึงเป็นกุญแจสำคัญ โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่าง NIA และ สทน. ที่นำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหาร
เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยกำจัดเชื้อจุลินทรีย์และยืดอายุสินค้าให้พร้อมสำหรับการส่งออก แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย
นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมไปสู่ “New Growth Engine” หรือกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเป็นจุดขาย
“นี่จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ต้องก้าวเดินอย่างโดดเดี่ยว เพราะหน่วยงานภาครัฐพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านเงินทุนและการต่อยอดธุรกิจจาก NIA ควบคู่ไปกับความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการและเทคโนโลยีจาก สทน.
แม้ว่าในเบื้องต้นผลิตภัณฑ์อาจจะยังทดสอบไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ภาครัฐก็มีกลไกสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เพิ่มเติมเพื่อหาทางออกร่วมกัน ผู้ประกอบการจึงสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนและเข้าถึงทรัพยากรของชาติได้อย่างเต็มที่
เพียงแค่เปิดใจนำเทคโนโลยีมาใช้ ก็สามารถยกระดับสินค้าไทยให้ก้าวไปผงาดในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
หงส์ไทยปลอดภัย 100%
บริษัท สมุนไพรไทย หงส์ไทย จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ใช้บริการฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์จาก สทน. โดยเป็นการฆ่าเชื้อในแพ็กเกจสุดท้ายของการบรรจุผลิตภัณฑ์ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนซ้ำ ดำเนินการโดยนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมเฉพาะทาง
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในโรงงานฉายรังสีระบบปิด ของ สทน. ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด และมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ใช้เวลาเพียง 1-2 วัน ก็สามารถส่งมอบสินค้าคืนให้กับบริษัทฯ พร้อมใบการันตีความปลอดภัย
เทคโนโลยีที่ใช้เป็นการฆ่าเชื้อแบบเย็น ด้วย Electron Beam (E-Beam) และ โคบอลต์-60 เป็นการฆ่าเชื้อโดยไม่ใช้ความร้อน ซึ่งช่วยรักษาสารระเหยที่ให้กลิ่นหอมและคุณสมบัติทางยาของสมุนไพรไว้ได้อย่างครบถ้วน
ทำให้ยาดมยังคงมีกลิ่นหอมและสรรพคุณตามต้นตำรับ เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดเชื้อ 100% มีประสิทธิภาพสูงในการลดปริมาณจุลินทรีย์ให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ครอบคลุมเชื้อดื้อยาและสปอร์ เป็นวิธีที่มีความปลอดภัย 100%.
ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการฉายรังสี จะไม่มีรังสีตกค้างเลยแม้แต่น้อย และไม่กลายเป็นสารกัมมันตรังสีอย่างแน่นอน 100% ซึ่งได้รับการพิสูจน์และรับรองจากองค์กรสากลระดับโลก เช่น WHO, FDA, IAEA ฯลฯ


