“นาข้าวไทย 60 ล้านไร่มีศักยภาพกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 20–50 ล้านตันต่อปี
หากไทยสามารถรายงานการกักเก็บคาร์บอนของนาข้าวได้อย่างถูกต้องและน่าเชื่อถือ นาข้าวซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” ที่ปล่อยก๊าซมีเทนจะกลายเป็น “พระเอก” ที่สร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ถึง 200 ล้านบาทต่อปีภายใต้ระบบการซื้อขายที่เหมาะสม”
ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวบรรยายเรื่อง การกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture)ในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช.(NAC 2026)
กิจกรรมสัมมนาวิชาการในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) และการนำ วทน. ไปใช้ขับเคลื่อนประเทศ ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
นาข้าว: ศักยภาพที่ถูกมองข้าม
งานวิจัยโดยใช้ระบบ Eddy Covariance ซึ่งเป็นการวัดการไหลเวียนของอากาศและปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่รับและปล่อยออกจากพื้นนาตลอดทั้งปี
พบว่าในหนึ่งฤดูกาลเพาะปลูก นาข้าวสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิได้ 2-3 ตันต่อไร่ โดยข้าวนาปรังกักเก็บได้ประมาณ 2 ตัน และข้าวนาปีประมาณ 3 ตันต่อไร่ต่อฤดูกาล
เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการเกษตรจากการปลูกข้าว ซึ่งอยู่ที่ 39.5 ล้านตันต่อปีในปี 2565 หากนำอัตราการกักเก็บคาร์บอนในดินแม้เพียง 0.2 ตันต่อไร่มาคำนวณกับพื้นที่นาข้าว 60 ล้านไร่ทั่วประเทศ จะได้ปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บถึง 12 ล้านตันต่อปี
และหากใช้ค่าที่ศึกษาได้จริงที่ 0.38 ตันต่อไร่ จะได้ถึงกว่า 20 ล้านตันต่อปี ในกรณีที่ดีที่สุดอาจสูงถึง 50 ล้านตันต่อปี ซึ่งมากกว่าปริมาณที่ภาคนาข้าวปล่อยออกมาทั้งหมด นั่นหมายความว่านาข้าวมีศักยภาพเป็น Net Negative Emission ได้จริง
ทั้งนี้ การกักเก็บคาร์บอนในดินต้องอาศัยเวลาในการพิสูจน์ยาวนาน 5-10 ปีขึ้นไป งานวิจัยในต่างประเทศที่ดำเนินการนาน 10 ปี แสดงให้เห็นว่าการทำเกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) สามารถเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดินได้ 3.5-8.6 ตันต่อไร่ต่อปี ขึ้นอยู่กับความลึกของดินและวิธีการจัดการแปลง
ขณะที่การที่นาข้าวจะเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนสุทธิได้นั้น มีเงื่อนไขสำคัญที่เกษตรกรต้องปฏิบัติตาม ได้แก่ การงดเผาตอซัง การจัดการน้ำในนาอย่างเหมาะสม หรือการทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD)
การใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในปริมาณที่ถูกต้องเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ และการเพิ่มอินทรียวัตถุในดินผ่านเกษตรกรรมฟื้นฟู
นักวิจัยย้ำว่าฟางข้าวไม่จำเป็นต้องถูกเผา สามารถนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์หรือไถกลบเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินได้
ระบบตรวจวัดด้วยดาวเทียม
อุปสรรคสำคัญของการรายงานการกักเก็บคาร์บอนในระดับชาติคือ ต้นทุนและความครอบคลุมของการตรวจวัด การส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจวัดในแต่ละแปลงนาทั่วประเทศไทยที่มีกว่า 60 ล้านไร่นั้นเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ
ทางออกที่นักวิจัยเสนอคือระบบ MRV (Measurement, Reporting and Verification) ที่ใช้เทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล หรือ Earth Observation ผ่านดาวเทียม
ซึ่งองค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้พัฒนาและนำมาใช้ประเมินการกักเก็บคาร์บอนในดินและต้นไม้ รวมถึงติดตามการปลูกพืชหลังนา และการเผาตอซังในทุกแปลงทั่วยุโรปแล้ว
สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) กำลังพัฒนาระบบดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยคาดว่าภายในปลายปีนี้จะสามารถใช้ข้อมูลดาวเทียมระบุได้ว่าแปลงนาใดมีการระบายน้ำกลางฤดู
ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าวได้ทันที ระบบนี้จะทำให้การตรวจสอบรวดเร็ว ครอบคลุม โปร่งใส และน่าเชื่อถือในระดับสากล
พันธุ์ข้าวมีเทนต่ำ
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าพันธุ์ใหม่ “ข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1” ซึ่งมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น และให้ผลผลิตสูง
พันธุ์ข้าวที่เกษตรกรปลูกโดยทั่วไปมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 110-120 วัน ซึ่งอายุการอยู่ในนาของข้าวมีผลต่อการปลดปล่อยก๊าซมีเทนจากแปลงนา ฉะนั้น ถ้าลดอายุการเก็บเกี่ยวข้าวได้ การปล่อยมีเทนก็จะน้อยลง
ขณะเดียวกันถ้าผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นก็จะทำให้คาร์บอนฟุตพรินต์ต่อกิโลกรัมผลผลิตลดลงด้วย เมื่อเกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์ไบโอเทค 1 ที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นและให้ผลผลิตสูง ก็จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดก๊าซมีเทนได้
การทำนาเปียกสลับแห้ง (AWD) เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดก๊าซมีเทนจากแปลงนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยลดได้ไม่ต่ำกว่า 30%
และจากการทดสอบในแปลงวิจัยกับพันธุ์ข้าวไบโอเทค 1 พบว่าลดก๊าซมีเทนได้มากถึง 48% แต่วิธีนี้มีข้อจำกัดทำได้เฉพาะเขตนาชลประทานเท่านั้น
ทีมวิจัยกำลังดำเนินการคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ของกระบวนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในทุกขั้นตอน เพื่อใช้เป็นข้อมูลรับรองทางวิทยาศาสตร์
พร้อมทั้งเดินหน้าปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนและข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกรและรองรับกับทิศทางของตลาดโลกที่มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในอนาคต

