“ผมได้ตั้งคำถามสำคัญว่า เหตุใดผู้คนจึงต้องการอยู่ในประเทศไทย และเหตุใดบริษัทชั้นนำจากหลายประเทศจึงเลือกปักหลักที่นี่ หนึ่งในคำตอบสำคัญคือ “อาหาร” ซึ่งเป็นทั้งความท้าทายและเสน่ห์ที่ดึงดูดอย่างยิ่งของประเทศไทย”
คำกล่าวของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระหว่างการเปิดโครงการ SPACE-F Batch 7 หรือ SPACE-F รุ่น 7
ทั้งยังระบุว่า มีเป้าหมายที่จะนำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารจากสตาร์ตอัปใน Batch 7 เข้าไปในการประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้ทดลองชิม เพื่อสร้างความตระหนักว่า FoodTech คือ อนาคตใหม่ของประเทศ ซึ่งจะถูกนำเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรี ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า
หัวใจสำคัญของ FoodTech คือเทคโนโลยีที่มาพร้อม "รสชาติแบบไทย" แม้จะใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพียงใด แต่ต้องรักษามาตรฐานรสชาติที่ดีของอาหารไทย (Nice taste of Thailand)
โดยยกตัวอย่าง "ไข่เจียวไฮเทค" ที่เคยชิมว่ายังมีพื้นที่ให้พัฒนาให้รสชาติใกล้เคียงไข่เจียวไทยจริง ๆ มากขึ้น ซึ่งจะทำให้เทคโนโลยีเข้าถึงใจผู้บริโภคได้จริง
ขณะที่ นวัตกรรมอาหารภายใต้เศรษฐกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness Economy) นั้น ในปีนี้มุ่งเน้นการใช้ Wellness Economy เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (New Growth Engine)
ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่เรื่องอาหาร แต่รวมถึง AI, ICT และซอฟต์แวร์ เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ของโลก (Wellness Tourism Hub) โดยได้รับการสนับสนุนจาก BOI ในการเชื่อมโยงโอกาสการลงทุน
นอกจากนี้ ในประเด็น การใช้ความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบคุณภาพ (Biodiversity & GI) จะสนับสนุนให้สตาร์ตอัปนำความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบที่เป็นสินค้า GI ของไทย มาปรับใช้ทดแทนวัตถุดิบจากต่างประเทศ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว
อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ คือ การเชื่อมโยง "ผู้คิด" (Thinker) กับ "ผู้ทำ" (Doer) นั้น โครงการ SPACE-F เน้นการเชื่อมโยงสตาร์ตอัปเข้ากับบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และนักลงทุน
เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปในกลุ่ม Accelerator ก้าวไปสู่การระดมทุนระดับ Series A หรือ B และช่วยกลุ่ม Incubator ให้เรียนรู้ประสบการณ์การทำธุรกิจและการ Pitching จากรุ่นพี่ เพื่อก้าวข้ามช่วง Death Valley ของธุรกิจ
รวมไปถึงประเด็นเรื่อง ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ ในสภาวะโลกปัจจุบันที่เผชิญกับภาวะสงคราม ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และโภชนาการ (Nutrition Security) เป็นสิ่งสำคัญ
โครงการนี้จึงเป็นโอกาสที่สตาร์ตอัปจะได้สร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนทั้งโลก โดยรัฐบาลจะทำงานร่วมกับ SPACE-F อย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
ดร.คริสโตเฟอร์ โอราน Group Discovery & Development Lead, Thai Union Group สรุปภาพรวมโครงการ SPACE-F ว่า ย้อนกลับไปในปี 2562 สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้ทำการสำรวจภาพรวมระบบนิเวศสตาร์ตอัปของไทย
ซึ่งแม้ประเทศไทยจะพัฒนาในด้านนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่า 20-30 ปี และมีสถานะเป็น “ครัวของโลก” แต่กลับพบว่ายังขาดแคลนสตาร์ตอัปด้าน food tech และ deep tech อย่างมีนัยสำคัญ
คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า ประเทศไทยจะสามารถสร้างและขยายระบบนิเวศเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างไร และจะผลักดันผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้ก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างไร
จากโจทย์ดังกล่าวจึงนำไปสู่ความร่วมมือระหว่าง Thai Union, NIA และมหาวิทยาลัยมหิดล ก่อตั้งโครงการ Space-F เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการฟู้ดเทคที่มีศักยภาพ ให้สามารถสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
พร้อมขับเคลื่อนผลกระทบเชิงบวกในระดับโลก โดยใช้กลยุทธ์ “Quadruple Helix” ที่ผสานความร่วมมือจาก 4 ภาคส่วนสำคัญ ได้แก่ ภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน
ในส่วนของภาคการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลมีบทบาทในการสร้างนวัตกรรมและต่อยอดผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ขณะที่ภาครัฐ โดย NIA สนับสนุนทั้งด้านเงินทุน การเติบโตในต่างประเทศ และการดึงดูดบุคลากรคุณภาพเข้าสู่ประเทศไทย
ภาคเอกชนอย่าง Thai Union, ThaiBev และ Nestlé สนับสนุนทรัพยากรสำคัญ ทั้งการขยายธุรกิจ การต่อยอดเทคโนโลยี การให้ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค รวมถึงความเข้าใจด้านกฎระเบียบ
ขณะที่ภาคชุมชนและพันธมิตร เช่น Foodland Ventures ช่วยเสริมศักยภาพด้านการระดมทุนและเชื่อมโยงโอกาสสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดไต้หวัน และดึงดูดสตาร์ตอัปจากต่างชาติให้เข้ามาในไทย
ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเร่งการนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ตลาด ลดความเสี่ยงในขั้นตอนการพาณิชย์ และสร้างผลกระทบอย่างยั่งยืน
สำหรับคำถามที่สตาร์ตอัปมักตั้งว่า “เหตุใดต้องเป็น Space-F” คำตอบคือความแตกต่างจากโปรแกรมอื่น เนื่องจากเป็นโครงการที่เน้นเฉพาะด้าน (sector-specific) โดยมีองค์ความรู้จากผู้ประกอบการจริง ครอบคลุมตั้งแต่การสร้างธุรกิจจากศูนย์ การทำงานกับผู้บริโภค กฎระเบียบ ไปจนถึงการขยายเทคโนโลยีสู่ตลาด
อีกคำตอบคือ ประเทศไทยและกรุงเทพฯ ยังมีข้อได้เปรียบสำคัญในฐานะ “ครัวของโลก” โดยมีโรงงานแปรรูปอาหารมากกว่า 9,000 แห่ง จึงเปิดโอกาสให้เกิดนวัตกรรมใหม่และช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศฟู้ดเทคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น รองรับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
โครงการยังมีเครือข่ายสนับสนุนขนาดใหญ่ ประกอบด้วยสตาร์ตอัปกว่า 100 รายที่เคยเข้าร่วมในอดีต เครือข่ายเมนเทอร์จาก 35 ประเทศ รวมถึงพันธมิตรที่พร้อมเปิดรับความร่วมมืออย่างกว้างขวาง
นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนในรูปแบบเงินทุนที่ไม่แลกหุ้น (equity-free grant) เพื่อให้สตาร์ตอัปสามารถนำไปพัฒนาธุรกิจได้อย่างเต็มที่
ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา มีสตาร์ตอัปกว่า 100 รายจาก 18 ประเทศเข้าร่วมโครงการ โดย 55% เป็นสตาร์ตอัปไทย และสามารถระดมทุนรวมกว่า 252 ล้านดอลลาร์
สำหรับ Batch 6 มีสตาร์ตอัปจาก 9 ประเทศ โดย 55% เป็นสตาร์ตอัปไทย และสามารถระดมทุนได้ 2.4 ล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลาโครงการ สะท้อนถึงศักยภาพและคุณภาพของผู้ประกอบการที่เข้าร่วม
ใน Batch 7 ตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการระดมทุนเป็น 3 ล้านดอลลาร์ พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติให้มากยิ่งขึ้น
แม้ระบบนิเวศฟู้ดเทคของไทยจะพัฒนาไปมากจากการสำรวจของ NIA แต่ยังคงมีพื้นที่ให้เติบโตอีกมาก และจำเป็นต้องเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่อง
“เรามาไกลแล้ว แต่ยังต้องไปต่อ” คือสารสำคัญที่สะท้อนถึงทิศทางของอุตสาหกรรมฟู้ดเทคไทยในอนาคต
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า NIA มุ่งเสริมสร้างศักยภาพสตาร์ตอัปและผู้ประกอบการนวัตกรรมให้สามารถก้าวข้ามวิกฤตทางธุรกิจ และเติบโตสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา โครงการ SPACE-F ได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมอาหารระดับภูมิภาค ด้วยการบ่มเพาะและเร่งสร้างสตาร์ตอัปมากกว่า 100 ราย จาก 18 ประเทศทั่วโลก และสามารถสร้างมูลค่าการระดมทุนรวมได้สูงกว่า 5,100 ล้านบาท
สำหรับโครงการ SPACE-F ปีที่ 7 นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมสร้างสถิติใหม่ในระดับสากล โดยมีจำนวนผู้สมัครสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 204 ราย เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 156 รายในรุ่นที่ 6 และ 148 รายในรุ่นที่ 2
สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของสตาร์ตอัปทั่วโลกต่อศักยภาพของโครงการ ขณะเดียวกัน โครงการยังขยายการเข้าถึงในระดับนานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้สมัครจาก 57 ประเทศทั่วโลก เพิ่มขึ้นจาก 34 ประเทศในรุ่นก่อนหน้า
เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า SPACE-F เป็นแพลตฟอร์มระดับสากลที่เชื่อมโยงและขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารของโลกอย่างแท้จริง
โครงการ SPACE-F ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีอาหารให้มีความแข็งแกร่งและครบวงจร ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้ร่วมพัฒนาและทดสอบผลิตภัณฑ์จริง (Proof of Concept: POC) ร่วมกับพันธมิตรองค์กรขนาดใหญ่ ตลอดจนโอกาสเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและโครงสร้างพื้นฐานระดับสากล
เช่น การทดสอบนวัตกรรมโปรตีนที่มุ่งเน้นด้านรูปลักษณ์ ความสดใหม่ และรสชาติ ร่วมกับไทยยูเนี่ยน การพัฒนาโซลูชันด้านสุขภาพและโภชนาการยุคใหม่ร่วมกับไทยเบฟและเนสท์เล่
การใช้ห้องปฏิบัติการวิจัยเชิงลึกจากมหาวิทยาลัยมหิดล ตลอดจนการเสริมศักยภาพด้านการระดมทุนจาก Foodland Ventures ซึ่งมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และเพิ่มโอกาสในการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ SPACE-F ปีที่ 7 มุ่งยกระดับการพัฒนาสตาร์ตอัปผ่าน 2 โปรแกรมหลัก ได้แก่ Incubator Program ที่เน้นวางรากฐานธุรกิจและพัฒนาต้นแบบสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมทดสอบตลาด และ Accelerator Program ที่มุ่งเร่งการขยายธุรกิจผ่านการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์และนักลงทุน
โดยครอบคลุม 7 สาขาสำคัญของอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสร้างสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการตลาดอย่างตรงจุด พร้อมแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีระดับโลก ได้แก่
1. โภชนาการส่วนบุคคล
2. โปรตีนแห่งอนาคต
3. ระบบอาหารหมุนเวียน
4. การผลิตอัจฉริยะ
5. การผลิตที่ยั่งยืน
6. ความปลอดภัยอาหาร
7. ประสบการณ์ผู้บริโภคยุคใหม่
วิคเตอร์ เฉิน ซีอีโอ ฟู้ดแลนด์ เวนเจอร์ส กล่าวว่า Foodland Ventures เป็นบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) และ Accelerator ชั้นนำจากไต้หวัน ร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในโครงการ SPACE-F เพื่อผลักดันสตาร์ตอัป
ด้านเทคโนโลยีอาหารให้สามารถขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ
โดยมุ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนวัตกรรมจากไต้หวันกับเครือข่ายอุตสาหกรรมอาหารในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีสำคัญ เช่น Restaurant Automation, Alternative Protein และ Smart Supply Chain Foodland Ventures
พร้อมสนับสนุนสตาร์ตอัปผ่านการเข้าถึงตลาดและทรัพยากรในไต้หวัน การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและกลยุทธ์ธุรกิจ รวมถึงการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อทดสอบโซลูชันในสภาพแวดล้อมจริง
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้าง “FoodTech Corridor” ระหว่างไทย–ไต้หวัน เพื่อยกระดับศักยภาพสตาร์ตอัป และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสู่อนาคตที่ยั่งยืนในระดับสากล
สติกเกอร์จากกากสับปะรด
Zuppar Reborn สติกเกอร์สำหรับติดผลไม้และเบเกอรี่ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ผลิตจากขยะเหลือทิ้งจากสับปะรด เพื่อใช้แทนฉลากพลาสติกด้วยทางเลือกที่สามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้ เป็นหนึ่งในสตาร์ตอัป SPACE-F Batch 7 จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ดร.ทวีชัย อมรศักดิ์ชัย กล่าวว่า ปัจจุบันการจำหน่ายผลไม้ในซูเปอร์มาร์เก็ตมักมีการติดสติกเกอร์ระบุแหล่งที่มา เช่น ประเทศหรือสายพันธุ์ โดยในต่างประเทศเป็นเรื่องปกติ
ขณะที่ประเทศไทยเริ่มใช้งานเพิ่มขึ้น แต่สติกเกอร์ที่ใช้กันโดยทั่วไปผลิตจากพลาสติก เมื่อผู้บริโภคปอกเปลือกผลไม้แล้วมักทิ้งรวมกับขยะอินทรีย์ ทำให้ยากต่อการแยกและกลายเป็นแหล่งกำเนิดไมโครพลาสติก ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้
จากโจทย์ปัญหาดังกล่าวจึงนำงานวิจัยมาต่อยอดโดยใช้ “กากและเหง้าหรือลำต้นสับปะรด” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากโรงงานสกัดเอนไซม์บรอมิเลนจากสับปะรด
กากสับปะรดดังกล่าวมีแป้งที่มีคุณสมบัติเฉพาะ สามารถนำมาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อขึ้นรูปเป็นแผ่นฟิล์มที่ทนน้ำได้ดี และพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับพิมพ์ฉลากที่ย่อยสลายได้ โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
สอดคล้องกับแนวโน้มกฎระเบียบในหลายประเทศที่เข้มงวดขึ้น โดยผู้ผลิตและผู้ส่งออกต้องรับผิดชอบต่อบรรจุภัณฑ์และขยะที่เกิดขึ้น การใช้วัสดุย่อยสลายได้จึงเป็นอีกทางเลือกในการลดข้อจำกัดทางการค้า
กลุ่มเป้าหมายหลักของนวัตกรรมนี้ คือซูเปอร์มาร์เก็ตและผู้ประกอบการที่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างความโปร่งใสให้กับสินค้า โดยต้นทุนการผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในระดับไม่กี่สิบสตางค์ต่อชิ้น ซึ่งไม่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ สตาร์ตอัป 10 ทีมในโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator Program) ได้แก่
1.Terra Bioindustries Inc (แคนาดา) นำของเหลือจากอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารมาอัปไซเคิลเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง เช่น น้ำตาล โปรตีน และไฟเบอร์ สำหรับใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ไบโอเทค และเคมี
2.Nucaps (สเปน) พัฒนาส่วนผสมเชิงหน้าที่จากโปรตีน ที่ใช้เทคโนโลยีห่อหุ้มสารสำคัญและโพรไบโอติกส์ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ลดต้นทุน และทำให้รสชาติดีขึ้น ช่วยส่งเสริมสุขภาพของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ
3.BeNatureBioLab (เกาหลีใต้) พัฒนาส่วนผสมเชิงหน้าที่ ด้วยเทคโนโลยีนาโนและไมโครเอนแคปซูเลชันจากโปรตีนธรรมชาติ เพื่อห่อหุ้มสารสำคัญและโพรไบโอติกส์ ช่วยเพิ่มความคงตัว การดูดซึม และประสิทธิภาพของสารในอาหาร อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์สุขภาพ
4.Kinava (เกาหลีใต้) เปลี่ยนขยะอาหารให้เป็นปุ๋ยชีวภาพ ถ่านชีวภาพ (Biochar) และก๊าซชีวภาพภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยี HydroThermal Carbonization (HTC) ซึ่งช่วยลดกลิ่น การใช้พลังงาน และการปล่อยมลพิษ
5.ComexSoft (สเปน) แพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์ ที่รวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลค้าปลีก พร้อมจับคู่สินค้าที่ใกล้เคียงกันที่พัฒนาขึ้นเฉพาะ เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
6.PROTINOS (ไทย) บะหมี่โปรตีนสูงจากไข่ขาวและถั่วเหลืองมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ด้วยเทคนิคการบ่มด้วยเอนไซม์ พร้อมเป็นอาหารที่ช่วยดูแลและป้องกันสุขภาพ
7.SicPama (เกาหลีใต้) แพลตฟอร์มสั่งอาหารและชำระเงินผ่าน QR พร้อมระบบ CRM ที่เชื่อมโซเชียลกับการใช้บริการจริงและการกลับมาใช้ซ้ำ ช่วยวัดผลตอบแทนและเพิ่มรายได้ให้ร้านอาหาร
8.Nourish Ingredients (ออสเตรเลีย) ไขมันประสิทธิภาพสูงที่ไม่ได้มาจากสัตว์ ด้วยเทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ (precision fermentation) เพื่อแก้ปัญหารสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารทางเลือกจากพืช ด้วยการเลียนแบบไขมันสำคัญที่พบในเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์นม
9.Kresko RNAtech (สหรัฐอเมริกา/อาร์เจนตินา) สารอาหารจาก RNA ชีวภาพในอาหารธรรมชาติ พัฒนาโดย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อให้คงตัวและดูดซึมได้ดีขึ้น สำหรับใช้ในอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ
10.Agrifreeze (สิงคโปร์) พัฒนาเทคโนโลยีแช่แข็งด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Field: EMF) เพื่อควบคุมผลึกน้ำแข็งให้มีขนาดเล็ก ลดความเสียหายของอาหาร และคงคุณภาพใกล้เคียงของสด
สตาร์ตอัป 10 ทีมในโครงการบ่มเพาะสตาร์ตอัป (Incubator Program) ได้แก่
1.Eatwellconcept (ไทย) แพลตฟอร์มโภชนบำบัดเฉพาะบุคคลด้วย AI สำหรับผู้ป่วย NCDs พร้อมคำแนะนำโภชนาการแบบเรียลไทม์โดยนักกำหนดอาหาร เพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิต
2.AmaranthLab (อังกฤษ) ส่วนผสมโปรตีนจากอะมารันท์ (ผักโขม) สำหรับโภชนาการ GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความอิ่ม เพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชันหลากหลายประเภท
3.Openfarming (ซาอุดิอาระเบีย) ระบบปฏิบัติการ AI สำหรับผู้จัดจำหน่ายอาหาร ที่แปลงคำสั่งซื้อจากหลากหลายช่องทางให้เป็นข้อมูลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้สามารถพยากรณ์ความต้องการได้อัตโนมัติและจัดการสต็อกสินค้าแบบไดนามิก โดยไม่ต้องเปลี่ยนขั้นตอนการทำงานเดิม
4.Zuppar Reborn (ไทย) สติกเกอร์สำหรับติดผลไม้และเบเกอรี่ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ผลิตจากขยะเหลือทิ้งจากสับปะรด เพื่อใช้แทนฉลากพลาสติกด้วยทางเลือกที่สามารถย่อยสลายเป็นปุ๋ยได้
5.VeriPura (ไทย/สิงคโปร์) แพลตฟอร์ม AI และ Blockchain สำหรับจัดการเอกสารและตรวจสอบแหล่งที่มาสินค้าอัตโนมัติ ช่วยให้การส่งออกอาหารไปยุโรปเป็นไปตามกฎระเบียบได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ (EU)
6.YiXingYuan (ไต้หวัน) โรงงานแปรรูปผลไม้ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Factory-in-a-box) โดยใช้เทคโนโลยีเทคโนโลยีสนามไฟฟ้าแรงดันสูง (High Voltage Electric Field HVEF) เพื่อให้สามารถแปรรูปผลไม้ได้จากต้นทาง ช่วยคงคุณภาพของผลผลิต พร้อมลดการใช้พลังงาน ต้นทุน และการเน่าเสีย
7.JOLA (ไทย) อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเยลลี่ผสมวิตามินที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมรูปแบบ DIY เช่น เจลลี่สำหรับสุนัขและแมว โดยเน้นวัตถุดิบธรรมชาติ โภชนาการที่ดี และสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างเจ้าของกับสัตว์เลี้ยง
8.UPLI (อังกฤษ) แพลตฟอร์มการหมักแบบแม่นยำ (Precision fermentation) เพื่อสร้างโปรตีนฟังก์ชันที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับนมแม่ เพื่อนำไปใช้เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในอาหารได้ในระดับอุตสาหกรรม
9.Emerald Plast (ไทย) วัสดุและบรรจุภัณฑ์อาหารจากแป้งและพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ เพื่อทดแทนพลาสติกแบบเดิม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืน
10.Squizify (ไทย) แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านความปลอดภัยอาหาร ที่รวมซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ IoT เพื่อช่วยติดตาม ตรวจสอบ และจัดการมาตรฐานธุรกิจอาหารแบบอัตโนมัติ พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์


