วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน 2569

Login
Login

กองทุน ววน. ระดมผลงานวิจัยพร้อมใช้ แก้วิกฤตพลังงาน – ฝุ่น PM2.5

กองทุน ววน. ระดมผลงานวิจัยพร้อมใช้ แก้วิกฤตพลังงาน – ฝุ่น PM2.5

กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) หรือ Thailand RISE Fund โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

ระดมความคิดเห็นและรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรม จากหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ระบบ ววน.) หาแนวทางแก้ไข “วิกฤตพลังงานและปัญหาฝุ่น PM2.5” ที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของประเทศ

กองทุน ววน. ระดมผลงานวิจัยพร้อมใช้ แก้วิกฤตพลังงาน – ฝุ่น PM2.5

เป้าหมายสำคัญในการประชุมเพื่อ “รวบรวมและกลั่นกรองชุดความรู้ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้” ที่สามารถนำไปดำเนินการได้จริงในระยะสั้น ควบคู่กับการวางแนวทางเชิงระบบในระยะกลางและระยะยาว

โดยมุ่งเน้นให้ระบบ ววน. ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การแก้ไขปัญหา พร้อมเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องแก่สาธารณะให้ทันต่อสถานการณ์

ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมประชุมระดมความคิดเห็นและรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรม จากหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ระบบ ววน.)

เพื่อเร่งหาแนวทางแก้ไข “วิกฤตพลังงานและปัญหาฝุ่น PM2.5” โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ให้การต้อนรับ 

และร่วมหารือในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ คือ การยกระดับบทบาทของระบบ ววน. จาก “ผู้สนับสนุนทางวิชาการ” ไปสู่ “กลไกหลักของประเทศ” ที่สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดตั้งต้นของการขับเคลื่อนนโยบายที่มีฐานจากงานวิจัยและนวัตกรรมอย่างแท้จริง

สกสว. ในฐานะหน่วยงานหลักของระบบ ววน. ได้ทำหน้าที่เป็น “System integrator” เชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านพลังงานและการจัดการฝุ่น PM2.5

จึงได้ระดมนักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่วมกันจัดทำเป็น “ชุดข้อเสนอเชิงนโยบาย และชุดผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้” เสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล สำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศ

สำหรับด้านพลังงาน ที่ประชุมได้รวบรวมข้อเสนอจากผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีศักยภาพนำไปใช้ได้ทันที ครอบคลุมทั้งมาตรการลดการใช้พลังงาน การส่งเสริมพลังงานสะอาด และการเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงานเดิม

เช่น การนำระบบ AI และ IoT มาใช้บริหารจัดการพลังงานในอาคารและหน่วยงาน ซึ่งสามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 20–30 รวมถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านยานพาหนะและอุปกรณ์ไปสู่ระบบไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงาน

อีกทั้งมีความพร้อมในการขยายการใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์ในระดับชุมชนและภาคการผลิตที่มีความพร้อมสูงในปัจจุบัน ควบคู่กับการต่อยอดพลังงานชีวภาพซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ

เช่น ไบโอดีเซลและไบโอแก๊ส ซึ่งมีการใช้งานจริงและสามารถสร้างผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในการยกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงานเดิม อาทิ การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพผสมในภาคเกษตรและขนส่ง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว

ในด้านการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 สกสว. ได้รวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่พร้อมขยายผลทันที ครอบคลุมทั้งการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ และระบบข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ

โดยมีตัวอย่างสำคัญ เช่น ห้องปลอดฝุ่นและมุ้งกันฝุ่น ซึ่งมีการใช้งานจริงแล้วในกลุ่มคนเปราะบางในหลายพื้นที่ ควบคู่กับแพลตฟอร์ม “พักปอด” ที่เชื่อมโยงบริการห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชนเข้าถึงได้

ขณะเดียวกัน ได้มีการพัฒนาระบบข้อมูลและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อบริหารจัดการไฟป่าและการเผาในภาคเกษตรอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคาดการณ์และเฝ้าระวัง

เช่น FireD และ Fuel Wise การกำหนดแนวกันไฟ การติดตามสถานการณ์ไฟแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการประเมินความเสียหายหลังเหตุการณ์ ซึ่งหลายระบบได้มีการนำไปใช้จริงในพื้นที่แล้วและสามารถขยายผลได้ทันที

ด้านมิติสุขภาพ กองทุน ววน. มีความพร้อมในการขยายผลการใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ภาพรังสีทรวงอก (Chest AI X-ray) ที่มีการนำไปใช้แล้วในโรงพยาบาลกว่า 450 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองโรคปอดและลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

 ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า วิกฤตดังกล่าวเป็น “โจทย์และความท้าทายเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องอาศัยการบูรณาการทั้งเทคโนโลยี มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และกลไกเชิงนโยบายควบคู่กันไป

รวมทั้งต้องอาศัยองคายพจากกระทรวงต่าง ๆ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ให้สำเร็จ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ สกสว. และหน่วยงานในระบบ ววน. ร่วมกันเร่งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากผลงาน ววน. ที่มีอยู่ พร้อมจัดลำดับ “มาตรการที่ดำเนินการได้ทันที” ควบคู่กับแนวทางเชิงโครงสร้าง

และเสนอจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการข้อมูลเพื่อการรองรับวิกฤตสำคัญของประเทศ เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาลในระยะต่อไป

การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สกสว. ในการขับเคลื่อนการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (Research Utilization: RU) อย่างเป็นรูปธรรม

โดยมุ่งให้ระบบ ววน. เป็น “เครื่องมือหลักของประเทศ” ในการรับมือกับวิกฤต สร้างความเชื่อมั่น และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน