วันพุธ ที่ 8 เมษายน 2569

Login
Login

Artemis II เผยภาพโลกจากขอบฟ้าดวงจันทร์ พบสุริยุปราคาเมื่อดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์

Artemis II เผยภาพโลกจากขอบฟ้าดวงจันทร์ พบสุริยุปราคาเมื่อดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์

นักบินอวกาศ 4 คนจากภารกิจ Artemis II ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐ (NASA) เปิดเผยประสบการณ์หลังจากยานอวกาศบินอ้อมดวงจันทร์ 

พวกเขาระบุว่า การได้เห็นพื้นผิวดวงจันทร์จากระยะใกล้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ “ท่วมท้น” ขณะเดียวกันลูกเรือยังบันทึกภาพและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ทั้งภาพหลุมอุกกาบาต แนวสันเขา และปรากฏการณ์สุริยุปราคาในอวกาศ เมื่อดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ ทำให้เห็นชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ชัดเจน และกินเวลาประมาณ เกือบ 1 ชั่วโมง

ลูกเรือของภารกิจประกอบด้วย คริสตินา โคช (Christina Koch) , วิกเตอร์ โกลเวอร์ (Victor Glover) และ รีด ไวส์แมน (Reid Wiseman) รวมถึงนักบินอวกาศจาก Canadian Space Agency คือ เจเรมี แฮนเซน (Jeremy Hansen)

Artemis II เผยภาพโลกจากขอบฟ้าดวงจันทร์ พบสุริยุปราคาเมื่อดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์

ยานอวกาศที่ใช้ในภารกิจคือ Orion spacecraft ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2026 จากศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดา สหรัฐ โดยใช้จรวดขนาดใหญ่ Space Launch System ที่พัฒนาขึ้นสำหรับภารกิจสำรวจอวกาศระยะไกล เช่น การเดินทางไปดวงจันทร์และการเตรียมภารกิจในอนาคต

ระหว่างการเดินทาง ลูกเรือได้ใช้หน้าต่างของแคปซูลยานอวกาศในการสังเกตพื้นผิวดวงจันทร์และถ่ายภาพ โดยทำงานเป็นคู่ๆ เพื่อบันทึกภาพภูมิประเทศต่างๆ เช่น หลุมอุกกาบาต รอยแตกของพื้นผิว และแนวสันเขาบนดวงจันทร์

หนึ่งในภาพที่นักวิทยาศาสตร์และประชาชนรอคอยมากที่สุดคือ ภาพของโลกที่ปรากฏขึ้นจากขอบดวงจันทร์ หรือที่เรียกว่า Earthrise รวมถึงภาพสุริยุปราคา และภาพบางส่วนของแอ่งกระแทกขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Orientale Basin ซึ่งมีขนาดกว้างประมาณ 590 ไมล์ หรือราว 950 กิโลเมตร พื้นที่บางส่วนของแอ่งขนาดใหญ่นี้ไม่เคยมีมนุษย์มองเห็นด้วยตาเปล่ามาก่อน

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า ภาพถ่ายเพิ่มเติมจากภารกิจจะช่วยให้เข้าใจลักษณะของพื้นผิวดวงจันทร์มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของสีสันบนพื้นผิวที่นักบินอวกาศรายงานว่าไม่ได้เป็นสีเทาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีโทนสีอื่น เช่น สีน้ำตาล สีเขียว และสีส้มปรากฏอยู่ในบางพื้นที่ ซึ่งอาจสะท้อนองค์ประกอบทางแร่ธาตุของพื้นผิวดวงจันทร์

Artemis II เผยภาพโลกจากขอบฟ้าดวงจันทร์ พบสุริยุปราคาเมื่อดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์

ในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์ Earthrise ลูกเรืออาจมองเห็นชั้นฝุ่นบางๆ บนพื้นผิวดวงจันทร์ หรือที่เรียกว่าฝุ่นดวงจันทร์ ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการชนของอุกกาบาตกับพื้นผิวดวงจันทร์มาเป็นเวลานานหลายพันล้านปี

ก่อนเริ่มเส้นทางกลับ ยาน Orion spacecraft ได้บินอ้อมไปยังด้านไกลของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นด้านที่หันออกจากโลกและไม่สามารถมองเห็นจากโลกได้ การเคลื่อนที่ผ่านบริเวณนี้ทำให้สัญญาณการสื่อสารกับศูนย์ควบคุมภารกิจขาดหายไปประมาณ 40 นาที เนื่องจากดวงจันทร์บังสัญญาณวิทยุระหว่างยานกับโลก

หลังจากผ่านจุดดังกล่าว ลูกเรือได้เริ่มเดินทางกลับโลกเป็นระยะทางประมาณ 250,000 ไมล์ หรือราว 400,000 กิโลเมตร โดยคาดว่าจะลงจอดแบบกระแทกน้ำใกล้ชายฝั่งเมือง San Diego ในสหรัฐ

ระหว่างภารกิจ คริสตินา โคช ซึ่งเป็น “ผู้หญิงคนแรก” ที่ได้บินอ้อมดวงจันทร์ เล่าว่า ช่วงเวลาที่ได้มองพื้นผิวดวงจันทร์จากระยะใกล้นั้นทำให้เธอรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก

เธออธิบายว่าขณะที่มองไปยังดวงจันทร์ จู่ๆ ก็เกิดความรู้สึกท่วมท้นขึ้นมาในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาที เหมือนกับว่าภูมิประเทศของดวงจันทร์ที่เคยเห็นจากภาพถ่ายหรือข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ กลายเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงตรงหน้า

ด้าน วิกเตอร์ โกลเวอร์ กล่าวว่า ขณะมองพื้นผิวดวงจันทร์ เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนพื้นผิวนั้นจริงๆ จินตนาการถึงการปีนขึ้นลงตามภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตและภูเขา
ระหว่างภารกิจ ลูกเรือยังได้พูดคุยกับ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสอบถามว่าด้านไกลของดวงจันทร์มีความแตกต่างจากด้านที่มองเห็นจากโลกหรือไม่

เจเรมี แฮนเซน อธิบายว่าด้านใกล้ของดวงจันทร์ได้รับอิทธิพลจากแรงดึงดูดของโลกอย่างมาก ทำให้เกิดพื้นที่มืดขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “มาเรีย” (mare) ซึ่งเป็นพื้นที่ราบที่เกิดจากลาวาแข็งตัวในอดีต และเป็นลักษณะที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้จากโลก แต่ด้านไกลของดวงจันทร์มีลักษณะต่างออกไปอย่างชัดเจน โดยแทบไม่มีพื้นที่แบบนี้ และเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตจำนวนมาก

ในช่วงเวลา 40 นาทีที่สัญญาณสื่อสารกับโลกขาดหาย วิกเตอร์ โกลเวอร์ เล่าว่า เขาได้สวดภาวนาเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปทำงานต่อ เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ยานอยู่ห่างจากโลกมากที่สุด และอยู่ใกล้ดวงจันทร์มากที่สุด ลูกเรือใช้ช่วงเวลานั้นในการบันทึกข้อมูลและสังเกตการณ์ด้านไกลของดวงจันทร์อย่างละเอียด ซึ่งถือเป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ลูกเรือพบระหว่างภารกิจคือ ปรากฏการณ์สุริยุปราคา รีด ไวส์แมน เล่าว่า ในช่วงหนึ่งพวกเขามองเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บังจนเกิดสุริยุปราคา พร้อมกับมองเห็นชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์หรือที่เรียกว่าโคโรนา

เขายังกล่าวว่า ลูกเรือสามารถเห็นดาวเคราะห์บางดวงเรียงตัวกันในอวกาศ รวมถึงดาวอังคาร และช่วงเวลานั้นทำให้ลูกเรือพูดคุยกันถึงอนาคตที่มนุษย์อาจกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์มากกว่าหนึ่งดวง

ภารกิจนี้ยังสร้างสถิติใหม่ด้านระยะทางที่มนุษย์เดินทางออกจากโลก โดยลูกเรือของ Artemis II เดินทางออกไปไกลจากโลกถึง 252,756 ไมล์ ทำลายสถิติเดิมของภารกิจ Apollo 13 เมื่อปี 1970 ที่เคยเดินทางไปไกล 248,655 ไมล์

ช่วงที่เข้าใกล้ดวงจันทร์มากที่สุด ยานอวกาศอยู่ห่างจากพื้นผิวดวงจันทร์ประมาณ 4,070 ไมล์ ทำให้นักบินอวกาศสามารถสังเกตพื้นผิวและบันทึกภาพได้อย่างละเอียด

หลังจากออกจากบริเวณอิทธิพลแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ ผู้อำนวยการการบินของภารกิจคือ ริก เฮนฟลิง (Rick Henfling) ระบุว่า ยานได้กลับมาอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของโลกอีกครั้ง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของภารกิจเดินทางกลับ

ขณะเดียวกัน เคลซี ยัง (Kelsey Young) นักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลด้านวิทยาศาสตร์ดวงจันทร์ของภารกิจ ระบุว่า ลูกเรือสังเกตเห็นแสงวาบบนพื้นผิวดวงจันทร์หลายครั้ง ซึ่งเกิดจากไมโครอุกกาบาตพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “impact flash” และเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการศึกษาสภาพแวดล้อมของดวงจันทร์ เนื่องจากช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าพื้นผิวดวงจันทร์ยังคงถูกวัตถุขนาดเล็กจากอวกาศชนอยู่เป็นระยะ

นอกจากนี้ ลูกเรือยังรายงานการมองเห็นสีที่แตกต่างกันบนพื้นผิวดวงจันทร์ โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า Aristarchus Plateau ซึ่งเป็นพื้นที่สูงใกล้หลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของดวงจันทร์ สีที่มองเห็น เช่น สีเขียวและสีน้ำตาล อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจองค์ประกอบทางเคมีของวัสดุบนดวงจันทร์ได้มากขึ้น

ด้านการสื่อสารระหว่างยานกับโลก ภารกิจนี้ยังทดลองใช้ระบบสื่อสารแบบแสง หรือ optical communication ซึ่งใช้ลำแสงในการส่งข้อมูลระยะไกล ทีมภาคพื้นดินสามารถรับข้อมูลจากยานได้ถึง 20 กิกะไบต์ ภายในเวลาประมาณ 45 นาที ซึ่งมากกว่าระบบสื่อสารแบบวิทยุแบบเดิมที่เรียกว่า S-band telemetry หลายเท่า

ระบบ S-band telemetry เป็นระบบสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุในช่วงความถี่ประมาณ 2-4 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งใช้ส่งข้อมูลพื้นฐานของยาน เช่น ตำแหน่ง ความเร็ว และสถานะของระบบต่างๆ ระหว่างยานอวกาศ ดาวเทียม และสถานีภาคพื้นดิน

เมื่อยานกลับถึงโลก ขั้นตอนสุดท้ายของภารกิจจะเริ่มขึ้น โดยยาน Orion spacecraft จะปลดโมดูลบริการที่ใช้ผลิตพลังงานและควบคุมการขับเคลื่อนออกก่อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

ขั้นตอนการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศถือเป็นหนึ่งในช่วงที่เสี่ยงที่สุดของภารกิจ เพราะแคปซูลจะพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วมากกว่า 20,000 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำให้แผ่นกันความร้อนของยานต้องทนต่ออุณหภูมิที่สูงกว่า 1,600 องศาเซลเซียส ก่อนที่ยานจะลงสู่มหาสมุทรใกล้ชายฝั่งรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อสิ้นสุดภารกิจ

อ้างอิง: The Guardian The New York Times และ NASA