อุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย “CE-7 MATCH” และหุ่นยนต์ควบคุมกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ เป็นตัวอย่างนวัตกรรมจากสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ฯ ที่จะพลิกโฉมดาราศาสตร์ไทยให้มีบทบาทในเวทีโลกชัดเจนขึ้น
“จากนี้ไปเวลาเรามองดวงจันทร์ภาพที่เราเห็นจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะมีอุปกรณ์ของไทยโคจรอยู่รอบๆ และมีลายนิ้วมือคนไทยติดไปกับยานโคจรดวงจันทร์ด้วย” ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) กล่าวในงาน NARIT Open Talk 2026: Vision in Action ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ ASTRONOMY+
ภารกิจ MATCH ไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือภาพแทนของการที่คนไทยกำลังก้าวออกไปยืนอยู่บนเวทีอวกาศระดับโลกด้วยความสามารถของตนเอง
บทพิสูจน์เทคโนโลยีไทย
29 สิงหาคม 2568 NARIT ส่งมอบอุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย “CE-7 MATCH” (Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope) ให้จีน เพื่อนำไปติดตั้งกับยานโคจรรอบดวงจันทร์ในภารกิจฉางเอ๋อ 7 เตรียมขึ้นสู่อวกาศปลายปี 2569 ณ ศูนย์วิทยาศาสตร์อวกาศแห่งชาติจีน (NSSC)
CE-7 MATCH เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างทีมวิศวกร และนักวิทยาศาสตร์ไทย นำโดย NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสถาบันวิจัยชั้นนำของจีน ขั้นตอนการสร้าง Qualified Model (QM) ในช่วงเดือนมีนาคม - กรกฎาคม 2568
โดยไทยได้พัฒนาโครงสร้างชิ้นส่วนจำนวน 81 ชิ้นขึ้นเองทั้งหมด ณ ห้องปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลความละเอียดสูง ภายในอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร จ. เชียงใหม่
โดยใช้วัสดุแมกนีเซียมอัลลอย (MB15) ที่ผ่านมาตรฐานการใช้งานในอวกาศ น้ำหนักเบา แข็งแรง และทนความร้อน พร้อมเคลือบนิเกิลและสีขาวเพื่อลดการดูดซับพลังงานจากแสงอาทิตย์ ในขั้นตอนนี้ได้ทดสอบทั้งระบบไฟฟ้าและเชิงกลอีกครั้ง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดและข้อผิดพลาดจาก Electrical Model
สำหรับภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายเพื่อไปสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ที่คาดว่าอาจมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานในโครงการสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (International Lunar Research Station : ILRS)
ประกอบด้วยยานโคจรรอบ (orbiter) ยานลงจอด (lander) รถสำรวจ (rover) ยานกระโดดสำรวจ (hopper) และดาวเทียมถ่ายทอดสัญญาณ (relay satellite)
ประเทศไทยได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่จะติดตั้งไปกับยานดังกล่าว เพื่อโคจรรอบดวงจันทร์ นั่นคือ CE-7 MATCH ขนาด 14.6 × 14.5 × 26.5 เซนติเมตร มีภารกิจหลักคือการวัดอนุภาคพลังงานสูงในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เพื่อตรวจสอบผลกระทบของรังสีคอสมิกและพายุสุริยะที่จะส่งผลต่อระบบเทคโนโลยี
สำหรับหมุดหมายสำคัญของภารกิจนี้ คือ การส่งยานมีกำหนดในช่วงวันที่ 10-20 สิงหาคม 2569 และคาดว่าจะได้รับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชุดแรกกลับมายังประเทศไทยในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน
ภารกิจ MATCH จึงไม่ใช่เพียงการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศ แต่คือการพิสูจน์ว่าคนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีระดับอวกาศได้ด้วยตนเอง และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองดาราศาสตร์เป็นพื้นที่สร้างคน สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่อนาคตประเทศ
ก้าวล้ำสู่อวกาศ Astro Robotic
ประเทศไทยกำลังยกระดับศักยภาพด้านงานวิจัยดาราศาสตร์สู่ระดับสากล ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่เรียกว่า “Frontier Research” เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมจากฝีมือคนไทย
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือเทคโนโลยี Astro Robotic หรือระบบสมองกลอัตโนมัติเพื่อดาราศาสตร์ ทีมวิศวกรไทยได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้ออุปกรณ์มาเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีเองทั้งหมด โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุมกล้องโทรทรรศน์ทางไกลอัตโนมัติ
“ระบบควบคุมเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติ” ที่สามารถควบคุมกล้องโทรทรรศน์ได้มากกว่า 1 ตัว ใช้สมองกลอัตโนมัติในการบริหารจัดการคิวระบบถูกออกแบบให้บูรณาการข้อมูลจากตัวตรวจวัดต่างๆ และตัดสินใจการทำงานได้เอง
เพื่อป้องกันอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์จากสภาพแวดล้อมภายนอก รวมถึงการบริหารจัดการระบบด้วยระเบียบวิธีด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้งานให้สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ
เชียงใหม่-ลำพูน พื้นที่ทักษะสูง
ปัจจุบันไทยสามารถสร้างกล้องโทรทรรศน์ต้นแบบที่ออกแบบและประกอบโดยคนไทย 100% ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ซึ่งไม่เพียงแต่ใช้ในงานดาราศาสตร์ที่หอดูดาวแห่งใหม่ในจังหวัดพิษณุโลกเท่านั้น แต่ยังต่อยอดสู่ธุรกิจความมั่นคงทางอวกาศ (Space Situational Awareness) เพื่อติดตามดาวเทียมและขยะอวกาศ รวมถึงการสร้างระบบ AI Vision สำหรับตรวจจับอากาศยานไร้คนขับเพื่อการคุ้มครองชายแดน
เมื่อการพัฒนาต้นแบบ (Prototype) สำเร็จ สดร.มีแผนที่จะผลักดันให้เกิดการจัดตั้งบริษัทหรือกิจการใหม่ (Spin-off) ในเชียงใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะความต้องการกล้องโทรทรรศน์สำหรับติดตามดาวเทียมและขยะอวกาศซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ เชียงใหม่เป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการขึ้นรูปชิ้นงานเชิงกลความละเอียดสูง (แม่ริม) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญระดับที่สามารถขึ้นรูปวัสดุพิเศษอย่างแมกนีเซียมอัลลอย (MB15) ซึ่งมีความยากและซับซ้อนสูง ความเชี่ยวชาญในการผลิตชิ้นส่วนระดับอวกาศนี้เป็นทักษะเฉพาะทางที่ตลาดแรงงานเทคโนโลยีขั้นสูงต้องการอย่างมาก
NARIT พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อผลักดันโครงการนำร่อง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการขยายผลเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ “ดาราศาสตร์” ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างคุณค่า ความยั่งยืน และอนาคตทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประเทศไทย และสังคมโลก





