ปัจจุบันมีการจัดตั้ง University Holding Company UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ ทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และได้ร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท
เมื่อมหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องปฏิบัติการอีกต่อไป หากแต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง”
กลไกที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือ University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่องจาก สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)
ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า UHC เป็นกลไกเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยเข้าสู่ภาคธุรกิจ โดยมหาวิทยาลัยสามารถจัดตั้งบริษัทในลักษณะ Holding Company เพื่อร่วมลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดข้อจำกัดของระบบราชการ และเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการลงทุน
การมี UHC ทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่ที่การตีพิมพ์หรือการจดสิทธิบัตร แต่สามารถต่อยอดสู่การผลิต การตลาด และการสร้างรายได้จริง กลไกนี้เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา ก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม
ขณะเดียวกันยังสร้างวัฒนธรรมใหม่ในมหาวิทยาลัยที่ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุกและการบริหารทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมืออาชีพ
ส่วนในมุมของภาคเอกชน ดร.สุรชัย ระบุว่า UHC ช่วยให้บริษัทและนักลงทุนเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง ลดความเสี่ยงของการลงทุนในเทคโนโลยีระยะเริ่มต้น เพราะมีมหาวิทยาลัยร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
ขณะที่ในระดับประเทศ กลไกนี้ช่วยเร่งการเกิดธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานความรู้ซึ่งมีศักยภาพสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระดับสูงในระยะยาว
“บทบาทของ สอวช. ในการผลักดัน UHC ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนเชิงแนวคิด แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบนโยบายและแนวทางปฏิบัติให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบจัดตั้งและดำเนินงาน การผลักดันการปรับปรุงระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านการร่วมลงทุน ตลอดจนการจัดกิจกรรม UHC Learn & Share และการสร้างเครือข่าย UHC Network เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานร่วมกัน” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าว
ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และได้ร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท
ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจในสาขาที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เช่น ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า UHC ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย แต่เป็นกลไกที่กำลังทำงานจริงในระบบเศรษฐกิจไทย
ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงทิศทางการดำเนินการต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางพัฒนา UHC ใน 3 มิติหลัก ได้แก่ การเสริมขีดความสามารถของบุคลากรและทีมบริหาร UHC ผ่านการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง
พร้อมสนับสนุนการดึงผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น การยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุนผ่านกลไก Matching Fund และการตั้งโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม
และการสร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยกับเอกชน ผ่านโมเดล Corporate-Startup และ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมกำหนดโจทย์เทคโนโลยีและจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ตอัปจากมหาวิทยาลัย
ในระดับสถาบันอุดมศึกษา กลไกนี้ได้รับการตอบรับอย่างจริงจัง ตัวแทนจาก สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ระบุว่า UHC เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดของระบบราชการ ทำให้นักวิจัยและนักศึกษาที่มีศักยภาพสามารถจัดตั้งบริษัทและนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมได้คล่องตัวขึ้น
แม้จะมีความท้าทายด้านความเข้าใจขององค์กร การหาบุคลากรที่มีความรู้ทั้งเชิงวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กร แต่การสนับสนุนจาก สอวช. ทั้งด้านนโยบาย ระเบียบ และเครือข่ายความร่วมมือ ช่วยให้มหาวิทยาลัยมีต้นแบบและแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน
“ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรม อาทิ บริษัท Spin-off ด้านวัสดุขั้นสูงกราฟีนที่สามารถออกแบบและผลิตในประเทศ ลดต้นทุนการนำเข้า และต่อยอดสู่การใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
รวมถึงบริษัทด้านการศึกษา STEM ที่พัฒนาชุดคิทการเรียนรู้ด้านอวกาศและวิศวกรรม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนรุ่นใหม่เข้าสู่สายอาชีพเทคโนโลยีขั้นสูง” ดร.สุรชัยกล่าว
UHC ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับบทบาทมหาวิทยาลัย จากผู้ผลิตองค์ความรู้สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง พร้อมทั้งสร้าง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้กับคนรุ่นใหม่





