รัฐบาลควรใช้ภาษีเป็นเครื่องมือในการ “แชร์ความเสี่ยง” กับภาคเอกชน โดยการทำให้การลงทุนในนวัตกรรม (ไม่ใช่แค่ R&D) สามารถนำมาลดหย่อนหรือเคลมภาษีได้ในทุกมิติ ตั้งแต่การเริ่มพัฒนาไปจนถึงการขายสินค้าในเชิงพาณิชย์
เพื่อผลักดันให้สัดส่วนการลงทุนนวัตกรรมกลับมาแตะที่ 2% ของ GDP ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
โจทย์นวัตกรรมให้รัฐบาลใหม่
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมฯ ขยายความว่า เนื่องจากนวัตกรรมมีความเสี่ยงสูง รัฐควรมีมาตรการที่ทำให้นักลงทุนสามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจูงใจให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุนจากสถาบันการเงินและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
เช่นเดียวกับองค์กรที่มีค่าใช้จ่ายด้านนวัตกรรม รัฐควรมีช่องทางให้สามารถขอเงินสนับสนุน (Support) ได้โดยตรง
ปี 2569 มาตรการทางภาษีและการเงินเพื่อลดความเสี่ยง (Financial & Tax Incentives) ให้กับองค์กรที่ทำนวัตกรรม เป็นหนึ่งในมาตรการเรือธงเร่งด่วนที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ต้องการผลักดันให้สำเร็จ ทั้งยังฝากส่งต่อเป็นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลใหม่อีกด้วย
“ในสภาวะที่ไทยต้องแข่งขันกับประเทศที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม เช่น เกาหลี จีน และสิงคโปร์ รัฐบาลจำเป็นต้องมี เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนที่โดดเด่นกว่าประเทศอื่น เพื่อป้องกันไม่ให้สตาร์ตอัป หรือนักลงทุนหนีไปจดทะเบียนในต่างประเทศเนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ที่ดีกว่า”
มาตรการทางภาษีดังกล่าวไม่ควรจำกัดอยู่แค่การวิจัยและพัฒนา (R&D) เท่านั้น แต่ควรครอบคลุมถึงกิจกรรมที่เป็น “นวัตกรรม” ในภาพรวม และการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ (Commercialization)
รวมทั้งการเคลมภาษีจากกิจกรรมนวัตกรรม แม้กิจกรรมนั้นจะไม่ใช่ R&D โดยตรง แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรม รัฐควรอนุญาตให้ผู้ประกอบการสามารถนำค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมาเคลมภาษีได้ เป็นต้น
นอกจากมาตรการทางภาษีแล้วยังมีข้อเสนอแนะอีกหลายข้อให้รัฐบาลใหม่เร่งผลักดัน ได้แก่
1. การปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและนโยบาย (Regulatory Reform)
• เร่งผลักดัน "พ.ร.บ.สตาร์ตอัป": รัฐบาลควรเร่งทำให้กฎหมายนี้เกิดขึ้นจริงหลังจากล่าช้ามานานหลายปี เพื่อให้ภาครัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างนวัตกรรมจาก Startup ไทยได้จริง
• ปรับปรุงกระบวนการขอใบอนุญาต: ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและล่าช้าในหน่วยงานต่าง ๆ เช่น การขออนุญาตจาก อย. หรือการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการต้องหนีไปจดทะเบียนในต่างประเทศก่อน
• การเปิดกว้างข้อมูลภาครัฐ (Open Data): สนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของภาครัฐ โดยเฉพาะข้อมูลด้านการแพทย์ เพื่อให้ Startup หรือบริษัทเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้พัฒนาเป็นฐานในการต่อยอดธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่
สตาร์ตอัปบางกลุ่ม เช่น ด้านการแพทย์ ประสบความยากลำบากอย่างมากในการดึงข้อมูลมาใช้งาน เนื่องจากติดขัดเรื่องกฎระเบียบ การเปิดกว้างข้อมูลจะช่วยลดอุปสรรคนี้และทำให้เกิดนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ตอบโจทย์ได้รวดเร็วขึ้น
ในหลาย ๆ ประเทศมีการใช้ข้อมูลภาครัฐเป็นฐานให้สตาร์ตอัปเข้าถึงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ดังนั้น การที่ไทยเปิดกว้างข้อมูลจะช่วยให้สตาร์ตอัปไทยมีเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจให้ทัดเทียมกับต่างประเทศได้
2. มาตรการทางภาษีและการเงินเพื่อลดความเสี่ยง (Financial & Tax Incentives)
• สร้างกลไกช่วยรับความเสี่ยง: เนื่องจากนวัตกรรมมีความเสี่ยงสูง รัฐควรมีมาตรการที่ทำให้นักลงทุนสามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้ เพื่อจูงใจให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุนจากสถาบันการเงินและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
• การสนับสนุนงบประมาณ: สำหรับองค์กรที่มีค่าใช้จ่ายด้านนวัตกรรม รัฐควรมีช่องทางให้สามารถขอเงินสนับสนุน (Support) ได้โดยตรง
3. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
• สร้าง Tech Workforce: มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับเทรนด์นวัตกรรมและอุตสาหกรรมในอนาคต
• การถ่ายทอดองค์ความรู้จากต่างชาติ: เมื่อมีการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) รัฐต้องสร้างเงื่อนไขให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer/Know-how) แก่คนไทย ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ทรัพยากรในประเทศเท่านั้น
4. การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่โดดเด่น (Innovation Ecosystem)
• สร้างเงื่อนไขการลงทุนที่เหนือกว่าคู่แข่ง: ประเทศไทยต้องมีเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนที่ "โดดเด่น" เมื่อเทียบกับประเทศอย่างสิงคโปร์ จีน หรือเกาหลี เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนอย่างแท้จริง
• สนับสนุนการสเกลนวัตกรรมในราคาที่จับต้องได้: รัฐบาลควรมีบทบาทในการช่วยให้สินค้านวัตกรรมสามารถเข้าถึงกลุ่มคนส่วนใหญ่ (Middle Class) ได้ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เพื่อให้เกิดการใช้งานในวงกว้าง
• มุ่งเน้น Deep Tech: ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Deep Tech Startup ซึ่งเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่จะมีความสำคัญอย่างมากในอนาคต
5. การตั้งเป้าหมายการลงทุนระดับชาติ
• ผลักดันงบประมาณด้าน R&D ให้ถึงเป้าหมาย: รัฐบาลควรตั้งเป้าให้สัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาขยับขึ้นไปแตะที่ 2% ของ GDP (จากปัจจุบันที่ลดลงมาเหลือประมาณ 0.84%) โดยต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่าง ๆ
โดยสรุป ข้อเสนอแนะเหล่านี้มุ่งหวังให้รัฐบาลเปลี่ยนบทบาทจากผู้กำกับดูแลที่เข้มงวด มาเป็น "ผู้สนับสนุนและปลดล็อก" เพื่อให้ระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล
ทั้งนี้เป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมที่เน้นมูลค่าและการใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพื่อขับเคลื่อนจีดีพีของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว.





