วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

ARDA-มหิดล โชว์ 3 งานวิจัยเกษตร-สุขภาพ ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าเกษตรไทย

ARDA-มหิดล โชว์ 3 งานวิจัยเกษตร-สุขภาพ ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าเกษตรไทย

ARDA ผนึก ม.มหิดล เปิดตัว 3 งานวิจัยเกษตร-สุขภาพ ยกระดับสุขภาพคนไทย ตอบโจทย์ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าเกษตรไทย ลดนำเข้า เสริมความมั่นคงอาหารและยา

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว 3 งานวิจัยเกษตร–สุขภาพ ที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงและเชิงพาณิชย์ ในกิจกรรม ARDA Mini Press @Mahidol University ตั้งแต่ ยาชาจากกัญชงไทย อิมมูโนโกลบูลินจากไก่ไข่ ไปจนถึง อาหารทางการแพทย์สัญชาติไทยรายแรกของประเทศ ตอกย้ำบทบาทงานวิจัยไทยในการเสริมความมั่นคงด้านอาหารและยา ลดการพึ่งพาการนำเข้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้องประชุมพิทยา จารุพูนผล ชั้น 5 มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตพญาไท กรุงเทพฯ

ARDA-มหิดล โชว์ 3 งานวิจัยเกษตร-สุขภาพ ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าเกษตรไทย

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า  ARDA มองงานวิจัยเกษตรไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ในห้องปฏิบัติการ แต่คือกลไกเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนประเทศ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยมุ่งยกระดับงานวิจัยไทยให้ตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล ความต้องการของเกษตรกร และความท้าทายในอนาคตอย่างรอบด้าน 

โดยพร้อมสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์และเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัย ซึ่งเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทการวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตร และยกระดับระบบสุขภาพของประเทศให้มีความปลอดภัยและยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับกิจกรรมในวันนี้ ARDA ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ จัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสุขภาพและสังคม โดยคัดเลือก 3 ผลงานวิจัยเด่น ที่มีศักยภาพสูงในการขยายผลเชิงพาณิชย์ ได้แก่ นวัตกรรมผลิตสารสกัด “CBD จากกัญชงไทย” เปิดประตูพืชเศรษฐกิจสู่ยาอนาคต ปฏิวัติการรักษาอาการปวดช่องปาก–ขากรรไกร ผลเทียบยาแรงแต่ปลอดภัย ไร้ฤทธิ์เสพติด โดย ศ.ดร.ทพญ. วรานันท์ บัวจีบ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ และคณะ

กัญชงไทย วัตถุดิบยาแห่งอนาคต 

สำหรับงานวิจัยยกระดับ “กัญชงไทย” จากพืชเศรษฐกิจสู่ วัตถุดิบยาแห่งอนาคต คณะวิจัยได้พัฒนาสารสกัด CBD จากกัญชงไทยที่ไม่มีฤทธิ์เสพติด และต่อยอดเป็นยาทาเฉพาะที่ 2 สูตร ได้แก่ Canalog สำหรับอาการปวดในช่องปาก และ Canacream สำหรับอาการปวดข้อต่อขากรรไกร 

โดยทั้ง 2 สูตร ผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้ว ให้ผลลดอาการปวด เทียบเท่ายามาตรฐานสากล (Gold standard) แต่มีความปลอดภัยสูงกว่า ไม่เสพติด และสามารถผลิตจากวัตถุดิบที่ปลูกได้ในประเทศ

งานวิจัยนี้เปิดทางให้กัญชงไทยก้าวสู่การเป็นวัตถุดิบยาในระบบสุขภาพ และลดการพึ่งพาการนำเข้ายาแก้ปวดจากต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

พัฒนาสารอิมมูโนฯ ยกระดับป้องกันพิษสุนัขบ้า 

โดยนายชรินทร์ ถาวรคุโณ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ และคณะ งานวิจัยนี้พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตอิมมูโนโกลบูลินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจาก ไก่ไข่ปลอดเชื้อเฉพาะ (SPF) แทนการใช้เลือดม้า 

โดยเริ่มจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ไก่ที่เลี้ยงในโรงเรือนระบบปิด จากนั้นนำไข่ที่ได้มาสกัดอิมมูโนโกลบูลินเพื่อนำไปใช้ทางการแพทย์ ผลการผลิตสารกัดจากไก่ไข่ภายใต้โครงการวิจัยสามารถ ลดต้นทุนต่อขวดจาก 700–800 บาท เหลือประมาณ 350 บาท ใช้ไข่เพียง 7 ฟองต่อการผลิต 1 ขวด และสามารถรองรับความต้องการวัคซีนของประเทศที่ประมาณ 100,000 ขวดต่อปี ได้ด้วยไก่เพียง 2,000–4,000 ตัว ช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากสัตว์ขนาดใหญ่ และลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนในภาวะวิกฤติ 

ปัจจุบันโครงการอยู่ในระดับการผลิตเชิงทดลองด้วยไก่ 36 ตัว เลี้ยงในระบบที่ควบคุมเชื้อโรคมากกว่า 30 ชนิด มีกำลังการผลิตประมาณ 1,500 ขวดต่อปี และอยู่ระหว่างการยกระดับโรงเรือนและกระบวนการผลิตสู่มาตรฐานอุตสาหกรรม หากขยายผลได้เต็มศักยภาพ เทคโนโลยีนี้จะช่วยเสริมความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ ลดต้นทุนระบบสาธารณสุข และเปิดโอกาสให้ไทยก้าวสู่ตลาดอิมมูโนโกลบูลินโลกที่มีมูลค่ามากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี

อาหารทางการแพทย์สัญชาติไทยรายแรก 

โดย ผศ.ดร.สุภัทร์ ไชยกุล หัวหน้าโครงการวิจัยฯ และคณะ โดยคณะวิจัยพัฒนาอาหารทางการแพทย์จาก

น้ำนมผสมข้าว นวัตกรรมจากนักวิจัยไทยรายแรก เพื่อใช้เป็นอาหารพร้อมบริโภคและอาหารทางสายให้อาหาร ที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนตามมาตรฐานสากล และสามารถทดแทนอาหารทางการแพทย์นำเข้า มูลค่ากว่า 300–500 ล้านบาทต่อปี 

นวัตกรรมนี้ยกระดับวัตถุดิบเกษตรไทย โดยเพิ่มมูลค่าข้าวกล้องส่วนเหลือจากการขัดสี จาก 10–20 บาท เป็น 180–200 บาทต่อกิโลกรัม ควบคู่กับการแก้ปัญหาน้ำนมล้นคลัง ด้วยการใช้น้ำนมโคถึง 40% ของส่วนผสมทั้งหมด

ปัจจุบันผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรม ได้รับการรับรองจาก อย. และจดอนุสิทธิบัตรแล้ว 2 สูตร ได้แก่ สูตรครบถ้วนปราศจากแลคโตส และสูตรน้ำนมปกติที่ใช้ข้าวกล้องเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตหลัก ผลทดสอบทางคลินิกยืนยัน ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ (GI 20–28) ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ขณะนี้ อ.ส.ค.ผลิตและจำหน่ายกว่า 345,600 กล่องต่อปี สร้างรายได้มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรปลูกข้าว อ้อย และโคนม ได้กว่า 725,760 บาทต่อปี เติบโตถึง 600% สะท้อนงานวิจัยที่เชื่อมเกษตร สุขภาพ เศรษฐกิจ ได้อย่างเป็นรูปธรรม 
  ARDA-มหิดล โชว์ 3 งานวิจัยเกษตร-สุขภาพ ใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าเกษตรไทย       

“ARDA มองว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ไม่ใช่แค่แหล่งวิชาการที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็น “พันธมิตรหลัก” ที่ร่วมกันพัฒนาต่อยอดภาคการเกษตรไทยผ่านงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ของสังคมทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เราให้ทุนวิจัยเพราะเรามั่นใจว่างานวิจัยจากที่นี่สามารถขยายผลต่อยอดสร้างผลกระทบเชิงบวกได้จริงในบริบทของสังคมโดยรวม สำหรับ ARDA งานวิจัยไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือคำตอบในการแก้ไขปัญหาสังคมและสุขภาพซึ่งต้องได้รับการพัฒนาต่อยอดอย่างเหมาะสม” นายทวีศักดิ์ กล่าว 
               
รศ.ดร.สราวุธ เทพานนท์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลขอขอบคุณสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือ ARDA ที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนทุนวิจัยอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ร่วมกันในการเชื่อมงานวิจัยด้านการเกษตรเข้ากับระบบสุขภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 

ด้วยศักยภาพของนักวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อได้รับการสนับสนุนจาก ARDA งานวิจัยจึงไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถพัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จริง สร้างผลกระทบเชิงนโยบาย เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ผลงานวิจัยทั้ง 3 เรื่องที่นำเสนอในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยเกษตรไทยที่ก้าวข้ามห้องปฏิบัติการ สู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศ 

มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมสนับสนุน ARDA เพื่อเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเกษตรไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า เสริมความมั่นคงด้านอาหารและยา และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน