วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ 'ทิ้งเงินบนฟ้า' แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

เศรษฐกิจอวกาศไม่ใช่ 'ทิ้งเงินบนฟ้า' แต่คือโอกาสใหม่ของคนไทย

ในมุมของสังคมที่บอกว่าคนไทยกินข้าวอยู่ในบ้านก็ยังไม่พอเหรอ ทําไมจะต้องไปทําอะไรที่อวกาศ จึงขอทำความเข้าใจในเรื่องของ “เศรษฐกิจอวกาศ” ไม่ใช่เราเอาเงินไปทิ้งในอวกาศ

แต่มันคือการสร้างการเปลี่ยนแปลงสร้างรายได้ใหม่และสร้างโอกาสใหม่ที่จะทําให้เราทุกคนได้รับประโยชน์ โดยอาศัยเทคโนโลยีอวกาศมาช่วยให้เราเจริญเติบโตและเดินไปข้างหน้า”

มุมมองในเรื่องเศรษฐกิจอวกาศจาก ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ระหว่างการเสวนาเรื่อง “อวกาศไทยไปไกลได้แค่ไหนกับงบประมาณหลักพันล้านบาท”

ในงาน Thailand Space Expo 2025 จัดโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA

แผนยุทธศาสตร์ ววน.

ประเทศไทยเริ่มเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของวงการอวกาศโลก ผ่านความร่วมมือพัฒนาโครงการสร้างสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ที่เรียกว่า International Lunar Research Station หรือ ILRS กับประเทศจีนและชาติพันธมิตรอื่นๆ ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2567 เพื่อศึกษาพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ

ศ.ดร.สมปอง กล่าวอีกว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจอวกาศ หรือ Space Economy อย่างจริงจัง

โดยมุ่งหวังให้เศรษฐกิจสาขานี้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมสำคัญที่จะยกระดับการพัฒนาประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2564-2570) ที่กำลังเข้าสู่ช่วงท้าย

ความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมคือโครงการทดลองผลึกเหลวในอวกาศ Thailand Liquid Crystals in Space (TLC) ในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) โดยนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นความมือกับ NASA 

การทดลอง “ผลึกเหลวในอวกาศ”นี้ อาจนำไปสู่นวัตกรรมหน้าจอ LCD รุ่นใหม่ที่ทนแรงดันในระดับอวกาศและเปลี่ยนรูปแบบสีได้หลากหลายกว่าเดิม แสดงให้เห็นว่าไทยสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก

สำหรับงบประมาณภาครัฐ 3.7 ล้านล้านบาทถือว่าจำกัดมาก ทางออกสำคัญคือการสร้างพันธมิตรต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่ปล่อยดาวเทียมและยานอวกาศเป็นประจำทุกวัน มีโอกาสสร้างรายได้หลักพันล้านบาท

ซึ่ง GTSTDA สกสว. และหน่วยงานภาครัฐพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับต่างประเทศและภาคเอกชน ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศในไทยไม่น้อยกว่า 50-100 หน่วยงาน หากทุกภาคส่วนบูรณาการทำงานร่วมกันจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้

โอกาสทางเศรษฐกิจที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องอวกาศ หลายคนอาจนึกถึงภาพของมนุษย์อวกาศหรือการเดินทางไปดวงจันทร์ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว

แต่ความจริงแล้ว คนไทยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศในชีวิตประจำวันมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมถ่ายภาพ หรือระบบกำหนดตำแหน่งที่ใช้ในแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Google Maps และ Grab ล้วนมีที่มาจากข้อมูลอวกาศทั้งสิ้น

ในอดีต ประเทศไทยใช้ดาวเทียมเพียง 2 ดวงสำหรับการสื่อสารและถ่ายภาพ เมื่อคำนวณมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากข้อมูลดาวเทียมในแต่ละปีมีมากกว่า 2,000 ล้านบาทจากการนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย

ทั้งการติดตามสถานการณ์น้ำท่วม การวางแผนการเพาะปลูก การวางแผนพัฒนาเมืองและการติดตามคุณภาพอากาศ เช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5

การลงทุนในโครงการดาวเทียม THEOS 2 มีค่า Economic Internal Rate of Return (EIRR) ประมาณ 19% ซึ่งถือว่าคุ้มค่าทางเศรษฐกิจอย่างมาก

จากข้อมูลในปี 2562 พบว่า อุตสาหกรรมที่เกิดจากอวกาศโดยตรงของประเทศไทยมีมูลค่า 30,000 ล้านบาท แต่เมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจในวงกว้าง (Wider Economy) ที่เกี่ยวข้อง มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ล้านบาท หรือมีตัวคูณถึง 15 เท่า นอกจากนี้ยังสร้างการจ้างงานมากกว่า 530,000 ตำแหน่ง

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า แม้อุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยอาจยังไม่ใหญ่มากในปัจจุบัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีขนาดใหญ่มาก

การพัฒนาทักษะและความรู้ของคนไทยในอุตสาหกรรมใหม่นี้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่หลายอุตสาหกรรมเริ่มใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมากขึ้น

ประเทศไทยมีแผนจะเพิ่มจำนวนดาวเทียมอีก 16 ดวงในอีก 7 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้าง “สเปซพอร์ต” (Spaceport) ซึ่งจะเป็นฐานสำหรับการส่งจรวดไปสู่อวกาศ คล้ายกับสนามบิน

หากโครงการนี้สำเร็จ จะส่งผลให้เกิดเมืองใหม่และเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา แม้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 10 ปีกว่าจะพร้อมให้บริการ แต่การวางแผนตั้งแต่วันนี้จะทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมอวกาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จุดพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า จากการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัตนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ดำเนินการร่วมกับจิสด้า เมื่อปี 2562 พบว่า

มูลค่าเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศไทยอยู่ที่มากกว่า 500,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมอวกาศโดยตรงมีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในอนาคต

จิสด้ากำลังผลักดันทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ (upstream) เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง และอุตสาหกรรมปลายน้ำ (downstream) ที่ครอบคลุมการนำเทคโนโลยีอวกาศไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Google Maps, GPS และระบบโทรคมนาคม

ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล ที่มีรากฐานจากอุตสาหกรรมอวกาศ ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางภาพรวม GDP ที่ขยายตัวเพียง 2-3% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เติบโต 4-5% รัฐบาลพร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังมองหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ เพื่อทดแทนอุตสาหกรรมเดิมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ​​

อุตสาหกรรมอวกาศเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

อีกทั้งการสร้างการรับรู้ (awareness) ให้สังคมเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมและการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มศักยภาพในอนาคต.