วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

NIA เปิดโปรแกรม Thai Kitchen 2025 ปั้นอาหารไทยเป็นฮีโร่ส่งออก

NIA เปิดโปรแกรม Thai Kitchen 2025 ปั้นอาหารไทยเป็นฮีโร่ส่งออก

ครัวไทยไม่ใช่แค่เรื่องของรสชาติ แต่คือพลังเศรษฐกิจระดับโลก! โดยในปี 2567 มูลค่าการส่งออกอาหารไทยพุ่งทะยานแตะ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.3 ซึ่งเป็นการทุบสถิติสูงสุดครั้งใหม่ 

การเติบโตนี้ยังช่วยดันประเทศไทยก้าวสู่ท็อป 12 ของผู้ส่งออกอาหารของโลก โดยมีตัวอย่างสำคัญ เช่น ข้าวไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.9 อาหารพร้อมรับประทานขยายตัวเพิ่มร้อยละ 15.5 และซอสปรุงรสขยายตัวสูงถึงร้อยละ 10.5

กลุ่มสินค้าเหล่านี้ต่างเป็นดาวเด่นครองใจตลาด ส่งผลให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านอาหารของเอเชียที่ทั่วโลกจับตามอง อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 คาดว่าตัวเลขจะยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าแตะ 1.75 ล้านล้านบาท

ตัวเลขที่น่าสนใจนี้เป็นการตอกย้ำศักยภาพที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมส่งเสริมศักยภาพ เพื่อตอกย้ำการยอมรับ “ครัวชั้นเลิศของโลก”

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจหากไทยต้องการผลักดันอุตสาหกรรมอาหารให้เติบโตสู่เวทีสากล และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ให้มากขึ้น คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพ” และ “ความยั่งยืน”

การตอบสนองเทรนด์การบริโภคที่เปลี่ยนไปนั้นไม่ใช่เพียงการพัฒนาเมนูใหม่ แต่ต้องอาศัย "นวัตกรรม" เข้ามายกระดับคุณค่าอาหาร สร้างความแตกต่าง และเพิ่มความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เล็งเห็นถึงโอกาสนี้ จึงมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ตอัป และธุรกิจเพื่อสังคม ในการพัฒนาศักยภาพและสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจอาหารไทย พร้อมผลักดันสู่การแข่งขันในระดับสากลอย่างยั่งยืน 

บทบาทของ NIA ในการเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมอาหารไทยสู่สากลด้วยนวัตกรรม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ระบุว่า “Thai Kitchen 2025 Crafted FoodTech Accelerator Program” ถือเป็นเวทีแห่งโอกาสที่จะช่วยเตรียมความพร้อมและพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ตอัป และธุรกิจเพื่อสังคม ที่มีแนวคิดและต้องการขับเคลื่อนธุรกิจอาหารด้วยนวัตกรรม

โดยเข้าร่วมอบรมเพิ่มพูนองค์ความรู้ควบคู่การลงมือปฏิบัติจริง และการจับคู่ธุรกิจเชิงกลยุทธ์กับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ ผ่านกลไกสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอาหารที่ครบวงจรจาก NIA

NIA เปิดโปรแกรม Thai Kitchen 2025 ปั้นอาหารไทยเป็นฮีโร่ส่งออก

ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การบ่มเพาะเพื่อเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการ การให้ทุนสนับสนุนเพื่อพัฒนานวัตกรรม การสร้างองค์ความรู้และกลยุทธ์ธุรกิจที่ตรงกับความต้องการของตลาด ไปจนถึงการขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ

เพื่อเร่งให้ธุรกิจนวัตกรรมเกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวเป็น “ครัวของโลก”

ปีนี้ NIA ตั้งเป้าพัฒนาผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านอาหารที่มีรายได้และพร้อมต่อยอดการเติบโตสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 10 ราย ใน 3 สาขา ได้แก่

1. อาหารพื้นถิ่นมูลค่าสูง (Modern Heirloom) เป็นการนำภูมิปัญญาและวัตถุดิบท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีและการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

2. อาหารและผลไม้ไทยมูลค่าสูง (High-Value Thai Food & Fruits) ยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม
ที่มีจุดขายชัดเจนทั้งด้านสุขภาพและวัฒนธรรม

3. อาหารแห่งอนาคต (Future Food) เช่น โปรตีนทางเลือก อาหาร
จากพืช อาหารเพื่อสุขภาพ รวมถึงอาหารที่ตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

NIA เปิดโปรแกรม Thai Kitchen 2025 ปั้นอาหารไทยเป็นฮีโร่ส่งออก

ผู้เข้าร่วมจะได้รับการสนับสนุนและคำปรึกษาเชิงลึกแบบเฉพาะเจาะจงจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีอาหาร การผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การส่งออก ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมโอกาสรับทุนสนับสนุนสูงสุดถึง 5 ล้านบาท

ดังนั้น โครงการ “Thai Kitchen 2025” ที่แม้จะขับเคลื่อนเป็นปีแรก จึงไม่ใช่แค่เวทีส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยทั้งระบบให้มีความแข็งแกร่ง สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดแบบเฉพาะเจาะจง

เพื่อส่งต่อความภาคภูมิใจในรสชาติ วัฒนธรรม และคุณค่าความเป็นไทยสู่ผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมทั้งสร้างมูลค่าใหม่ให้กับฟู้ดเทคไทย เพื่อขับเคลื่อน “ผลิตภัณฑ์อาหารไทยสู่เวทีโลก” ให้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของประเทศไปด้วยกัน”

สร้างธุรกิจให้ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม ความสำเร็จจากผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมไทยที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA

NIA เปิดโปรแกรม Thai Kitchen 2025 ปั้นอาหารไทยเป็นฮีโร่ส่งออก

ฟอร์แคร์ “กะทิธัญพืช”

นางสาวภิรมณ ชูประภาวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์แคร์ จำกัด ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ เล่าว่า ฟอร์แคร์เริ่มต้นจากความตั้งใจในการพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อแก้ปัญหาเล็ก ๆ แต่มีผลกระทบเชิงบวกสูง

นั่นคือการสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้บริโภคที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพหรือมีความต้องการเฉพาะด้านโภชนาการ จึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ “กะทิธัญพืช” ให้กลายเป็นอาหารทางเลือกที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเติบโตจนสามารถสร้างรายได้ระดับ 800 ล้านบาท

จากจุดเด่นของฟอร์แคร์ที่ใช้ “ข้อมูลการวิจัยและนวัตกรรม” มาเป็นแกนหลักในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาสินค้าในยุคใหม่

โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงทำให้ความต้องการสินค้าเฉพาะกลุ่มเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการที่เข้าใจและปรับตัวได้เร็วจะมีโอกาสเข้าถึงตลาดได้ก่อนคู่แข่งนั่นเอง

แดรี่โฮม นมป้องกันฟันผุ

นายพฤฒิ เกิดชูชื่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท แดรี่โฮม จำกัด กล่าวว่า แดรี่โฮมเริ่มต้นจากการเป็นฟาร์มเลี้ยงวัวในระบบอุตสาหกรรมทั่วไป แต่เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

จึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางธุรกิจหันมาใช้ระบบเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบและให้ความสำคัญกับคุณภาพในทุกขั้นตอนของการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และนำ “นวัตกรรม” เข้ามายกระดับมาตรฐานสินค้าให้โดดเด่นและน่าเชื่อถือ
ในระดับประเทศ

NIA เปิดโปรแกรม Thai Kitchen 2025 ปั้นอาหารไทยเป็นฮีโร่ส่งออก

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากแนวคิดนี้คือ “ฟ.ฟัน–นมป้องกันฟันผุ” เป็นผลิตภัณฑ์นมออร์แกนิกที่ไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม และผ่านการรับรองโดยกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ถือเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีและความเข้าใจตลาดมาสร้างความแตกต่าง เพราะการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคนี้ต้องอิงกับ “ความต้องการลูกค้าและเมกะเทรนด์” ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นเข็มทิศสำคัญที่ช่วยกำหนดทิศทางการพัฒนาในระยะยาว

องค์กรต้องรู้จักปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ถึงจะสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดที่มีการแข่งขันสูง

NIA เปิดโปรแกรม Thai Kitchen 2025 ปั้นอาหารไทยเป็นฮีโร่ส่งออก

เสียงจากเมนเทอร์ เข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง จุดเริ่มต้นของขยายธุรกิจอาหารได้อย่างรวดเร็วที่ยั่งยืน

นายสุรศักดิ์ จินตนานฤมิตร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เสถียรสเตนเลสสตีล จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า การเข้าใจลูกค้าคือจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างธุรกิจยุคปัจจุบัน

เพราะผู้บริโภคแต่ละประเทศมีความต้องการและข้อจำกัดต่างกัน เช่น รสนิยม วัตถุดิบที่ใช้ได้ ความเชื่อทางศาสนา หรือแม้แต่ลักษณะของแพคเกจจิ้ง สินค้าไทยหลายอย่างมีศักยภาพแต่ขาดโมเดลธุรกิจที่ชัดเจนว่าจะขายใครผ่านช่องทางไหน และตอบโจทย์ลูกค้าอย่างไร

สิ่งเหล่านี้ต้องคิดก่อนผลิตไม่ใช่แค่ผลิตแล้วค่อยหาตลาด เพราะการส่งออกอาหารไทยในยุคใหม่ต้องไม่ใช่การทำตามความรู้สึกของผู้ผลิต แต่ต้องเริ่มจากข้อมูลของผู้บริโภค

ซการจะผลักดันอาหารไทยเข้าสู่ตลาดโลกได้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอรสชาติที่อร่อย แต่ต้องเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และมีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน

นางอรสา โตสว่าง ผู้บริหารสำนักการวิเคราะห์ข้อมูลสนับสนุนการตลาดและการขาย บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ, กรรมการผู้จัดการบริษัท สารพัดสรรพศิลป์ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และนักออกแบบ บ้านอาจ้อ ภูเก็ต เปิดเผยว่า

ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความสวยงามของบรรจุภัณฑ์ ผู้บริโภคร้อยละ 95 ถ่ายรูปอาหารก่อนกิน เพราะฉะนั้น อาหารต้องดูดีตั้งแต่หน้าซอง ไม่ใช่แค่รสชาติดี

แพ็กเกจจิงจึงกลายเป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าตัดสินว่าอาหารนั้นน่ากินหรือไม่ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรพิจารณาและให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์สินค้าให้ดูน่าสนใจ หรือใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น วัสดุรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้และออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้ดึงดูดสายตา

การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดีไม่เพียงแค่ช่วยรักษาคุณภาพของอาหาร แต่ยังสามารถลดปริมาณขยะและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์ไทยในสายตาผู้บริโภคในตลาดไทยและทั่วโลกได้เช่นกัน