background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

หากปี 2100 กรุงเทพเสี่ยงจมหาย รัฐต้องรับมืออย่างไร

หากปี 2100 กรุงเทพเสี่ยงจมหาย รัฐต้องรับมืออย่างไร

เสวนา “ววน.ขอเสริมทัพ รับมือน้ำท่วม” เผย ปี 2100 แผ่นดินกทม.จะทรุดลง 2.4 เมตร น้ำทะเลสูงขึ้น 27 เซ็นติเมตร ด้านรองผู้ว่าฯ ชี้ ต้องจัดทำริชแม็ป-ดันงานวิจัย รับภัยพิบัติน้ำท่วม

ข้อกังวลของหลาย ๆ คนเรื่อง “กรุงเทพจะจมน้ำไหม” หรือ “กรุงเทพจะหายไปจากแผนที่หรือเปล่า” เป็นประเด็นถกเถียงกันทุกครั้งหลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกันกับสถานการณ์น้ำท่วมกทม. เดือนกันยายน 2565 ที่กำลังเป็นวิกฤติ ประชาชนได้รับความเสียหาย การเข้ามาทำงานของทีมงานผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชุดใหม่กำลังเร่งแก้ไขสถานการณ์ 

ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “ววน.ขอเสริมทัพ รับมือน้ำท่วม” เพื่อเป็นหนึ่งในกำลังช่วยกันหารือ เสนอทางออกให้กับวิกฤติน้ำท่วม และตอบคำถามค้างคาใจของหลายคนว่า “สรุปแล้ว…กรุงเทพจะจมน้ำหรือไม่” 

หากปี 2100 กรุงเทพเสี่ยงจมหาย รัฐต้องรับมืออย่างไร

  • งานวิจัยคาดการณ์ ทางรอดที่จะไม่จมบาดาล

บุญสม ชลพิทักษ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จากงานวิจัย “กรุงเทพฯ จมน้ำ : แน่ใจหรือ ว่าเราจะมีโอกาสเห็น” โดย ศ.รศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปปัจจัยที่ควรคำนึงไว้ดังนี้  

1. อัตราการแยกตัวของแผ่นเปลือกโลก หรือ อัตราการสร้างแผ่นเปลือกโลกใหม่ในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งโดยธรรมชาติที่พบเห็นในปัจจุบัน สิ่งที่บ่งชี้ว่าการที่แผ่นเปลือกโลกจะเคลื่อนที่ช้าลงหรือเร็วขึ้นนั้น ไม่ได้เปลี่ยนแปลงกันได้ในช่วงข้ามคืน หรือภายในหลักสิบหลักร้อยปี แต่การเปลี่ยนแปลงอัตราการแยกตัวจะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ช้าจนสรุปให้ได้เลยว่าพวกเราคงไม่มีโอกาสได้เห็นกันในชาตินี้

2. ธารน้ำแข็งละลายเพิ่มขึ้น ถ้าน้ำแข็งที่มีอยู่ทั้งหมดทั่วโลกละลาย อาจทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 216 ฟุต หรือเกือบ 66 เมตร ซึ่งมันเกิดขึ้นได้ค่อนข้างช้า และเกิดจากอุณหภูมิของดวงอาทิตย์ “หากเราจะตาย เราไม่ได้ตายเพราะน้ำแข็งละลาย เราตายเพราะอุณหภูมิของโลกที่มันร้อน” เพราะกระบวนการที่จะทำให้น้ำแข็งเหล่านี้ละลายแบบหมดเกลี้ยงได้ ค่อนข้างจะเป็นไปได้ยาก

ซึ่งในอีก 78 ปีข้างหน้านี้ สิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอนเลยคือ

  • น้ำทะเลสูงขึ้น 27 เซ็นติเมตร
  • แผ่นดินกรุงเทพทรุดลง 2.4 เมตร มีสาเหตุทั้งจากธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์และเกิดขึ้นได้ทั้งเร็วและช้า แบบเร็วก็เช่นการเกิด หลุมยุบ (sink hole) เป็นการทรุดตัวเนื่องจากการถล่มของโพรงใต้ดินอย่างทันทีทันใด โดยโพรงเกิดขึ้นได้ทั้งจากธรรมชาติ เช่น การกัดเซาะหินปูนของน้ำใต้ดินจนกลายเป็นโพรงหรือถ้ำใต้ดิน หรือเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทำเหมืองใต้ดิน การสูบน้ำใต้ดินไปใช้เยอะ ซึ่งขณะนี้ได้มีการออกกฎหมายห้ามสูบน้ำใต้ดินโดยรัฐบาล 

หากปี 2100 กรุงเทพเสี่ยงจมหาย รัฐต้องรับมืออย่างไร

13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565

การเกิดขึ้นของธรรมชาติเหล่านี้ สทนช. ได้มีการตั้งรับมาเป็นเวลานาน และมีการเฝ้าติดตามระวังสถานการณ์อยู่เสมอ ๆ พบว่า รอบกรุงเทพมหานครนั้นมีคันกั้นน้ำสูงถึง 3 เมตร นั่นหมายความว่า กทม.ยังไม่จม ยังไม่หายไปจากแผนที่ เพราะมีระบบป้องกัน มีระบบรับน้ำเหนือจากเจ้าพระยา ฉะนั้นจึงยังไม่ได้เป็นเรื่องน่ากังวลหรือน่าตกใจ 

“สิ่งสำคัญที่คนหน้างานแบบเราต้องการคือ งานวิจัยในพื้นที่ประเทศไทย ได้มาจากการที่นักวิจัยลงพื้นที่ วิเคราะห์ออกมาเป็นฐานข้อมูลที่สามารถคาดเดาสถานการณ์ต่อจากนี้ได้ เพราะส่วนใหญ่เราตั้งรับทันเพราะเรามีงานวิจัย ผมในฐานะที่เป็นหน่วยงานนโยบาย ก็สามารถรับงานวิจัยมาพัฒนาต่อเป็นทางแก้ไขด้วยระบบวิศวกรรมและรับมือต่อไปได้” 

  • กทม.กับการรับมือน้ำท่วมในระยะยาว

ผศ.ดร.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทาง สทนช. ได้ออกมาเตือนเรื่องฝนและน้ำเหนือ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง 3 เดือน ซึ่งทางทีมได้มีการตั้งรับมือและใช้งานวิจัยเป็นแหล่งอ้างอิงเพื่อรับน้ำที่จะเข้ามาในกทม.

แต่เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผังเมือง กฎหมาย หรือแม้แต่กระทั่งดินเหนียวที่เจอระหว่างการขุดคูคลองระบายน้ำก็เป็นส่วนที่ทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมยังค่อนข้างล่าช้าในบางพื้นที่ 

“ช่วง 3-5 วันที่ผ่านมา กทม.มีปริมาณน้ำฝน 300 กว่ามิลลิเมตร เพิ่มขึ้นสูงถึง 200% ขณะนี้เรากำลังเร่งแก้ด้วยการผลักน้ำลงสู่ลำคลอง ขุดคูคลองระบายน้ำ บางส่วนเป็นไปได้ช้า เพราะกำลังมีจำกัด ขนาดขอราชทันมาช่วยแล้วก็ยังไปได้ช้าอยู่ เนื่องจากการขุดคลองนั้นขุดโดยตรงไม่ได้ มันต้องอ้อมบ้าง เพราะบางพื้นที่ติดกับชุมชน ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นข้อจำกัดทางกายภาพ นอกจากนี้การผลักน้ำสู่ลำคลองยังไม่สามารถทำได้ทันที 

เนื่องจากต้องคำนวนถึงระยะน้ำในคลองหากมีน้ำสูงก็ไม่สามารถระบายน้ำออกมาได้ ยกตัวอย่างเช่น น้ำท่วมลาดกระบัง ซึ่งต้องผลักน้ำไปทางคลองพระโขนง แต่คลองพระโขนงนั้นมีปริมาณน้ำสูง อาจจะทำให้บริเวณรอบ ๆ อย่างตรงประเวศจะโดนรับกระแทกแรงมาก จึงใช้วิธีค่อย ๆ เปิด 2-3 เซ็นติเมตร” 

เพราะฉะนั้น กทม.จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการสื่อสารใหม่ทั้งหมด และเพิ่มจุดเรดาร์เพื่อเฝ้าเตือนภัยให้ประชาชน โดยจะต้องจับเมฆฝนให้ได้ก่อน 1 ชั่วโมง และร่วมมือกับ จส 100 กระจายข่าวได้ว่าช่วงตรงไหนมีฝนตก จุดไหนจะเกิดพายุ ช่วยเรื่องการจราจร แจ้งให้มีการกำหนดทางลัด สามารถนำกระสอบทราย จุดจ่ายยา ถังดับเพลิงช่วยสูบน้ำ ไปวางไว้ตามจุดต่าง ๆ เป็นต้น โดยมีแนวทางทำให้เกิดการรับมือกับภัยพิบัติในระยะยาวไว้ดังนี้ 

  1. การจัดทำริชแม็ป หรือฐานข้อมูลแสดงพื้นที่น้ำท่วม เก็บสะสมเพื่อสามารถนำมาใช้เป็นงานวิจัยช่วยกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจะทำให้กรุงเทพมหานครบริหารจัดการระบบภัยพิบัติได้มากขึ้น
  2. ต้องใช้ผังเมืองเดียวกันทั้งหมดทุกหน่วยงาน เพื่อที่จะได้วางแนวทางทั้งหมดไปในทิศทางเดียวกัน
  3. ต้องสร้างความเข้าใจในภาคประชาชน ทุกฝ่ายต้องรับรู้ร่วมกัน

“สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงคือ โครงสร้างเดิมมันอ่อนแอ มันสร้างมานาน และการใช้งานของคนทำให้เสื่อมโทรม ดังนั้น งานวิจัยจะสามารถเป็นโซลูชั่นเพื่อช่วยเราให้แก้ปัญหาต่อไปได้”

ทางด้าน วันเพ็ญ แก้วแกมทอง หัวหน้ากองจัดการทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวเรื่องเขื่อนไว้ว่า กฟผ. ใช้ AI เป็นตัวคาดสถานการณ์เขื่อน เพื่อวางแผนพร่องน้ำล่วงหน้า ซึ่งได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ ที่จะพร่องน้ำภายในเดือนกันยายน - ตุลาคม 2565 เนื่องจากมีปริมาณน้ำที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้ก็มีการสำรวจจัดทำแผนที่น้ำท่วม ประเมินระยะ 6 เดือนว่า เขื่อนมีความเสี่ยงหรือไม่ เพื่อตั้งรับมือกับน้ำที่จะหมุนเวียนในเขื่อน 

“การทำงานของหน่วยงานทุกหน่วยมีการวางแผนในระยะสั้น-ยาว ผลลัพธ์ที่ได้จากการวางแผนคือ เราเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการลดพื้นที่น้ำท่วมจาก 11 ล้าน เหลือ 2.9 ล้าน และมี 2.4 ล้านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมต่ำ และแผนระยะยาว คือ การผลักดันน้ำเค็มด้วยงบประมาณปี 67 เพื่อศึกษาน้ำเค็ม (จากปัญหากรุงเทพน้ำกร่อย) ซึ่งต้องใช้งานวิจัยในการที่เข้ามาช่วยทำให้เกิดโซลูชั่น”