วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สู่ขิต Mid-range? เมื่อวิกฤตชิปแพง อาจเร่งตอนจบมือถือระดับกลาง!

คลื่นใต้น้ำที่กำลังกัดเซาะกำลังซื้อของผู้บริโภคอย่างเงียบๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน คือการที่ตลาดกำลังเผชิญกับภาวะต้นทุนการผลิตพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด

ซึ่งปรากฏการณ์นี้กำลังนำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ นั่นคืออาจเป็นการล่มสลายของ สมาร์ตโฟนระดับกลาง หรือที่รู้จักกันดีในกลุ่ม Mid-range เซกเมนต์ที่เคยกุมหัวใจผู้บริโภคด้วยความโดดเด่นด้านสเปกที่คุ้มค่า แต่ในเวลานี้กลับถูกดันราคาจนแทบจะทับซ้อนกับกลุ่มเรือธง สร้างความปั่นป่วนให้กับโครงสร้างราคาและพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อครั้งใหญ่

ชิปแพง ตลาดพัง

ข้อมูลจาก Counterpoint Research ประจำไตรมาสแรกของปี 2026 สะท้อนภาพชัดเจนว่า ต้นทุนชิ้นส่วนโดยรวมของสมาร์ตโฟนดีดตัวสูงขึ้นถึง 8-15 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก ตัดสินใจโยกย้ายกำลังการผลิตมหาศาลไปป้อนให้แก่กลุ่มศูนย์ข้อมูล AI ซึ่งมีความต้องการชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูงและให้อัตรากำไรที่เย้ายวนกว่า

การดึงทรัพยากรออกจากฝั่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ทำให้ราคาชิปหน่วยความจำในตลาดปรับตัวสูงขึ้น โดยราคา DRAM พุ่งขึ้นกว่าร้อยละ 50 ในขณะที่ NAND Flash ทะยานทะลุร้อยละ 90 ต้นทุนที่พุ่งทะยานนี้ทำให้ผู้ผลิตแบกรับภาระไว้ไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสมาร์ตโฟน Mid-range ระดับราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีอัตรากำไรต่อเครื่องที่บางเฉียบเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ การรักษาพื้นที่ในตลาดระดับกลางด้วยกลยุทธ์อัดสเปกราคาถูกจึงกลายเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

อวสานความคุ้ม

เมื่อต้นทุนวัตถุดิบหลักพุ่งทะยาน แบรนด์ต่างๆ จึงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ข้อมูลคาดการณ์ล่าสุดจาก IDC (International Data Corporation) ช่วงกลางปี 2026 บ่งชี้ว่า ภาวะกดดันนี้นำไปสู่การปรับลดเป้าหมายการจัดส่งสมาร์ตโฟนทั่วโลก โดยประเมินว่าจะหดตัวลงอย่างหนักถึง 13.9 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตกำลังลดกำลังการผลิตในกลุ่มสินค้าราคาประหยัดลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อรักษาสภาพคล่อง แบรนด์ใหญ่หลายค่ายเริ่มดำเนินกลยุทธ์ยุบรวมซีรีส์สินค้าที่ไม่ทำกำไร ส่งผลให้จำนวนโมเดลสมาร์ตโฟนรุ่นกลางหรือกลุ่ม Mid-range ที่เปิดตัวใหม่ทั่วโลกลดลงถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ผู้ผลิตเลือกที่จะลดความถี่ในการออกรุ่นใหม่ แล้วหันไปลากอายุการจำหน่ายของรุ่นเดิมให้ยาวนานขึ้นเพื่อเฉลี่ยต้นทุนการวิจัยและพัฒนา

และเพื่อประคองธุรกิจ แบรนด์ต่างๆ จำเป็นต้องงัดกลยุทธ์ผลักภาระต้นทุนด้วยการขยับราคาขายปลีกให้สูงขึ้น ซึ่ง IDC ประเมินว่า ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ตโฟนทั่วโลกในปี 2026 จะพุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 550 ดอลลาร์สหรัฐ สร้างกำแพงราคาที่สูงขึ้นสำหรับผู้บริโภคหน้าใหม่ ในทางกลับกัน สำหรับรุ่นที่ผู้ผลิตต้องการตรึงระดับราคาเดิมไว้ แบรนด์จำเป็นต้องใช้วิธีลดทอนสเปกบางส่วนลง เช่น การปรับลดขนาดหน่วยความจำจากมาตรฐาน 12GB ลงมาเหลือเพียง 8GB

ยุทธศาสตร์หนีตาย!

เมื่อการขายเน้นปริมาณในตลาดระดับกลางเริ่มไม่ตอบโจทย์ด้านผลกำไร แบรนด์ผู้ผลิตโดยเฉพาะจากประเทศจีน จึงจำเป็นต้องปรับทิศทางทางธุรกิจอย่างเร่งด่วนด้วยการยกระดับแบรนด์ให้มีความพรีเมียมมากขึ้น แบรนด์ย่อยที่เคยสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นความคุ้มค่าและเจาะกลุ่มออนไลน์ ถูกปรับภาพลักษณ์ให้ใส่ฟีเจอร์ระดับไฮเอนด์ เช่น ระบบชาร์จความเร็วสูงพิเศษ หรือการนำเซนเซอร์กล้องขนาดใหญ่จากรุ่นเรือธงปีก่อนมาใส่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและตั้งราคาขายที่สูงขึ้นชดเชยต้นทุนชิป

นอกจากนี้ แม้ต้นทุน RAM จะแพงขึ้น แต่ผู้ผลิตเลือกที่จะยอมใส่สเปกขนาดย่อยที่รองรับขีดความสามารถของ AI ในระบบปฏิบัติการ เพื่อให้ใช้เป็นจุดขายทางการตลาดในฐานะ AI Phone ซึ่งช่วยสร้างความแตกต่างและจูงใจให้ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินในระดับราคาที่สูงขึ้น วิกฤตการณ์นี้ยังส่งผลให้เกิดการคัดสรรตามธรรมชาติในหมู่ผู้ผลิต แบรนด์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่ไม่มีอำนาจในการต่อรองราคาชิ้นส่วนกับโรงงานผลิตชิปยักษ์ใหญ่ กำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดโลกถูกรวบตึงไปอยู่ที่ผู้เล่นระดับท็อปของโลกมากขึ้น ทิ้งให้แบรนด์ขนาดเล็กต้องดิ้นรนอย่างหนักหรือเลือกที่จะออกจากตลาดไป

อาจเป็นยุคทองของ "มือถือมือสอง"

เมื่อสมาร์ตโฟน Mid-range มีราคาขยับเข้าใกล้รุ่นเรือธงของปีก่อนหน้า เส้นแบ่งที่เคยชัดเจนก็เริ่มจางหาย สิ่งนี้เข้าไปเปลี่ยนจิตวิทยาการซื้อของผู้บริโภคอย่างสิ้นเชิง ตลาดจึงเกิดการแตกขั้วออกเป็นสองทิศทางหลัก กลุ่มแรกคือผู้บริโภคที่ยอมขยายงบประมาณเพื่อก้าวเข้าสู่กลุ่มพรีเมียมอย่างเต็มตัว เพราะมองเห็นความคุ้มค่าในการใช้งานระยะยาวที่เหนือกว่า สถิติยืนยันได้จากส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์ผู้นำอย่าง Apple และ Samsung ที่ยังคงรักษาระดับการเติบโตของยอดขายกลุ่มพรีเมียมไว้ได้ ท่ามกลางภาพรวมตลาดที่ซบเซา

ส่วนกลุ่มที่สองคือกลุ่มผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัด ซึ่งปฏิเสธการจ่ายแพงกว่าเพื่อสเปกที่ลดลง คนกลุ่มนี้กำลังเบนเข็มเข้าสู่ตลาดสมาร์ตโฟนมือสองและเครื่อง Refurbished ทำให้เซกเมนต์นี้กลายเป็นโอเอซิสแห่งใหม่ของอุตสาหกรรม และมีแนวโน้มเติบโตสวนกระแสอย่างร้อนแรง

ตราบใดที่โครงสร้างราคาชิปหน่วยความจำยังไม่กลับเข้าสู่จุดสมดุล นักวิเคราะห์ประเมินว่าอาจเป็นช่วงปลายปี 2027 สมาร์ตโฟนระดับกลางหรือมือถือ Mid-range ในนิยามเดิมที่เคยให้สเปกจัดเต็มในราคาเข้าถึงง่าย จะกลายเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ของวงการเทคโนโลยี และทิ้งโจทย์ท้าทายไว้ให้ทั้งผู้ผลิตที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด และผู้บริโภคที่ต้องชั่งน้ำหนักถึงความคุ้มค่าอย่างถี่ถ้วนในทุกการตัดสินใจ