วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569

Login
Login

ชิปก็แพง แรงซื้อก็หด! สงครามอิหร่าน สะท้านวงการไอทีแค่ไหน?

ชิปก็แพง แรงซื้อก็หด! สงครามอิหร่าน สะท้านวงการไอทีแค่ไหน?

ความตึงเครียดของสถานการณ์โลกที่กำลังคุกรุ่น ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกระนาบเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคยดูเหมือนจะลอยตัวเหนือวิกฤตได้เสมอ

วันนี้ KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที พามาพูดคุยกับ โอภาส เฉิดพันธุ์ แม่ทัพใหญ่แห่ง MVP ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการสมาร์ตโฟนไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อถอดรหัสผ่านหน้างาน Thailand Mobile Expo (TME) ครั้งที่ผ่านมาว่าในวันที่คนไม่กล้าใช้เงิน และเสียงปืนเสียงระเบิดในตะวันออกกลางดังขึ้น วงการไอทีไทยสบายดีไหม กำลังปรับตัวอย่างไร และอะไรคือความหวังใหม่ในรอบถัดไป

คลื่นความกังวลใจในไฟสงคราม

ในช่วงเริ่มต้นของงาน TME ครั้งนี้ ยอมรับว่ามีความกังวลเกิดขึ้นในใจของผู้จัดงานไม่น้อย เนื่องจากสภาวะสงครามในต่างประเทศส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตวิทยาของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โอภาส เปิดเผยถึงความกังวลในช่วงแรกว่า "ตอนแรกสุด เราเองกังวลว่าคนน่าจะน้อย เนื่องจากว่าสถานการณ์สงครามด้วย แล้วคนก็ถูกบอกมาว่าอย่าเพิ่งใช้เงิน เช่นภาครัฐเนี่ยให้หยุดงานเวิร์คฟอร์มโฮม แล้วก็ให้ทุกคนประหยัดเพราะว่ามีเรื่องสงคราม เราก็กังวล ซึ่งจริงๆ ก็มีผลอยู่ร่วมวันสองวันแรก เพราะว่าก็มีคนมาเดินน้อยลง และมีการซื้อของน้อยลงจริง"

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์ พลังของโปรโมชั่นและการเป็นสินค้าที่ "ต้องใช้" ก็ทำให้ผู้คนยังคงหลั่งไหลเข้ามา โดยผู้จัดงานรายนี้ให้มุมมองว่า "ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ สุดท้ายคนก็มาซื้ออยู่ดี เพราะว่ามีโปรโมชั่น เป็นการชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนยังอยากซื้อของเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการสื่อสาร เพราะว่าอย่างไรก็เป็นของที่ต้องใช้ตลอด แล้วก็เป็นการอัปเดตเทรนด์ด้วย มันคือทำให้ชีวิตดีขึ้น"

ปรากฏการณ์ซ่อมก่อนซื้อ!

ความแตกต่างของงานรอบนี้จากงานครั้งก่อนๆ ที่โอภาสสะท้อนให้เห็นคือการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคจากการซื้อใหม่ไปสู่การดูแลเครื่องเก่าอย่างจริงจัง

"ในรอบนี้เราสังเกตได้เลยว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนจากการที่จะซื้อเครื่องใหม่มาเป็นการบำรุงรักษาเครื่องเดิม แล้วก็ซื้อของลดราคามากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยอดซื้อจริงๆ ก็ไม่ได้ตกเยอะเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น แต่ว่าก็ตกตามสภาวะเศรษฐกิจนั่นแหละครับ"

ความต้องการซ่อมแซมพุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นภาพจำใหม่ของงาน นอกจากนี้โอภาสยังลงรายละเอียดลึกไปถึงกลุ่มอุปกรณ์เสริมที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่า "พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนชัดเจน เนื่องจากการตึงตัวทางเศรษฐกิจเนี่ยมาดูแลเครื่อง ซึ่งปกติเนี่ยแบตเสื่อม เราซื้อใหม่ แต่ตอนนี้คนยินดีจะเปลี่ยนแบตเยอะมากในงาน ซึ่งก็ไม่เคยเห็นเยอะขนาดนี้มาก่อน เปลี่ยนแบต ซ่อมจอ เปลี่ยนเคส ดูแลอย่างอื่น ซื้อฟิล์มกันรอยกล้องด้านหลัง อะไรต่างๆ เยอะมากครับ ในงานนี้ยอดของแนวดูและรักษาเครื่องถือว่าขึ้นเยอะมาก"

กำแพงราคากับสถานการณ์ชิปแพง

ปัจจัยที่ทำให้คนไทยต้องหันหลังให้เครื่องใหม่ไม่ได้มีแค่เรื่องสงคราม แต่เป็น "ราคา" ที่พุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ โอภาสชี้ให้เห็นถึงต้นเหตุสำคัญว่า

"เครื่องใหม่นี่ 50,000 อัปทั้งนั้นเลย OPPO Find N6 เปิดมา 80,000 บาทอย่างนี้ ราคาสูงมาก เหตุผลก็คือชิปขาดแคลน ค่าเครื่องก็เลยแพงขึ้นไปโดยปริยาย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนมาหาซื้อเครื่องมือสองเยอะ เพราะจริงๆ มันไม่ได้ต่างขนาดนั้นสำหรับตัวใหม่กับตัวเก่าครับ"

นอกจากนี้ สภาวะจิตใจที่ถูกกดทับจากปัจจัยภายนอกยังส่งผลต่อการถือเงินสดไว้ในมือ แม่ทัพใหญ่แห่ง MVP บอกว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้เพียงทำให้คนไม่อยากขับรถหรือเดินทางเท่านั้น

"พอมีเรื่องน้ำมันแพงเกิดขึ้น มันมีผลทางสภาพจิตใจว่าไม่อยากซื้อเครื่องใหม่ เก็บเงินไว้ก่อน เพราะว่าของกินของใช้จะแพงขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า น้ำมันแพงเลยทำให้ทุกอย่างดูอึมครึมไปหมดครับ คนไม่กล้าใช้เงิน รู้สึกว่าอยากจะเก็บเงินสดไว้ด้วยเผื่อฉุกเฉิน"

AI จุดเปลี่ยนที่จะทำให้วงการไอทีไม่ต้อง 'เจ็บ' จนตาย

ถึงแม้เมฆหมอกแห่งสงครามจะยังปกคลุม แต่โอภาสมั่นใจว่าอุตสาหกรรมไอทีจะไม่ถึงทางตัน เพราะ AI กำลังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยรวมเขามองว่าจะกระทบไม่มาก เพราะว่าถึงที่สุดแล้วคนก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไอทีที่ดีขึ้นสำหรับการทำงานอยู่ดี

"รอบนี้ในงาน Thailand Mobile Expo คอมพิวเตอร์ขายดีขึ้นเยอะเลยครับ ผมเองก็ซื้อ เอามาทำงาน เอามาหาเงิน คราวนี้มันจะเป็นสินค้าที่เอาไว้ใช้ทำงานหาเงินมากกว่าการเป็นเครื่องเล่นเกมส์หรือแค่เพื่อความบันเทิงแล้ว"

โอภาสย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเราอาจไม่ได้พูดถึง AI CPU แต่ตอนนี้เราต้องมองถึงชิป AI แล้ว เพราะว่าทุกคนต้องเริ่มใช้งานอุปกรณ์ที่มี AI กันหมดแล้ว และนี่ทำให้ทิศทางถัดไปของงานแฟร์ไอทีระดับประเทศอย่าง TME จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของสมาร์ตโฟนอีกต่อไป และจะมีการย้ายฐานทัพสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้น

"รอบหน้าผมจัด Thailand Mobile Expo คู่กับงาน AI Expo ในเดือนตุลาคม ที่อิมแพคฯ เมืองทองธานี ที่เราย้ายจากศูนย์ฯสิริกิติ์ไปอิมแพคฯ เพราะว่างานเราใหญ่กว่าเดิมเยอะ ตอนนี้ผมมองว่า Mobile กับ AI ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อไปคนจะซื้อมือถือหรือซื้อคอมใหม่ ควรต้องเข้าใจ AI ก่อน"

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าแม้สงครามอิหร่านจะสะท้านจิตใจจนคนไทยรัดเข็มขัดและหันไปซ่อมเครื่องเดิมกันระนาว แต่เทคโนโลยี AI ที่กำลังก้าวเข้าสู่ชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาสร้างความต้องการใหม่และขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมไอทียังคงเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางกระแสคลื่นเศรษฐกิจที่ยังคงไม่แน่นอน