บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ประกาศปรับอัตลักษณ์แบรนด์ครั้งสำคัญ ภายใต้แนวคิด Enjoy Smarter Life เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจในเครือ โดยเฉพาะ Jaymart Mobile จากเดิมที่เน้นการจำหน่ายสมาร์ตโฟน ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีกด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ดิจิทัลแบบครบวงจร
เอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับภาพลักษณ์ แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ขององค์กร ที่ต้องการเชื่อมโยงสินค้าเทคโนโลยี บริการดิจิทัล และบริการทางการเงินเข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบระบบนิเวศเดียว
ขณะที่ ดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Jaymart Mobile อธิบายว่า แผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 15,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 50% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ เทคโนโลยี AI Smartphone อุปกรณ์ Smart Device และ IoT รวมถึงการขยายสาขาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค
โมเดลร้านน็อกดาวน์ กลยุทธ์รุกพื้นที่นอกห้าง
ด้านเครือข่ายร้านค้า ปัจจุบันบริษัทมีสาขาประมาณ 300 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนเพิ่มเป็น 400 แห่งภายในปี 2569 หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การพัฒนารูปแบบร้านใหม่ที่เรียกว่า “ร้านน็อกดาวน์” หรือร้านในรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 - 500,000 บาทต่อสาขา และสามารถเคลื่อนย้ายได้
ร้านรูปแบบนี้ถูกนำไปติดตั้งในพื้นที่ที่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven เพื่ออาศัยทราฟฟิกของลูกค้าในพื้นที่ และสร้างการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในชุมชน บริษัทตั้งเป้าเปิดร้านลักษณะนี้ 40 จุดภายในปี 2569
ดุสิตอธิบายเพิ่มว่า แนวคิดของโมเดลดังกล่าวคือการเข้าไปในพื้นที่ที่ “มีตลาดแต่ไม่มีร้าน” โดยใช้ความร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อเพื่อช่วยดึงลูกค้า ขณะเดียวกันบริษัทเองก็มีบริการสินเชื่อที่ช่วยดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการเช่นกัน ทำให้เกิดการพึ่งพากันระหว่างสองธุรกิจ
ในเชิงการดำเนินงาน บริษัทพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ชุมชนแตกต่างจากในห้างสรรพสินค้า จึงมีการปรับเวลาเปิด - ปิดร้าน เช่น เปิดช่วงเย็นประมาณ 16.00 น. และปิดประมาณ 21.00 น. เพื่อรองรับช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการมาก
ข้อมูลจากบริษัทสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในหลายด้าน แม้ช่องทางออนไลน์จะเติบโตต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี แต่สัดส่วนการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ยังอยู่ที่ประมาณ 30% เนื่องจากผู้บริโภคยังต้องการไปหน้าร้านเพื่อทดลองสินค้าและใช้บริการโอนถ่ายข้อมูล
ด้านการชำระเงิน พบว่าสัดส่วนการใช้บัตรเครดิตลดลงเหลือประมาณ 35% ขณะที่การใช้สินเชื่อทางเลือก เช่น SG Finance และ Kashjoy เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 40% ผู้บริโภคบางส่วนเลือกเก็บวงเงินบัตรเครดิตไว้ใช้ในกรณีจำเป็น และหันมาใช้สินเชื่อรูปแบบอื่นแทน
โครงสร้างลูกค้าของบริษัทระบุว่า กลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) เป็นกลุ่มหลักประมาณ 50% ตามด้วยกลุ่ม Gen X ประมาณ 25-26% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่กลุ่ม Gen Z ยังมีสัดส่วนประมาณ 11% และเป็นกลุ่มที่บริษัทพยายามขยายฐานเพิ่มเติม
แรงกดดันตลาด ชิปขาดแคลน - ต้นทุนพุ่ง
ภาพรวมตลาดสมาร์ตโฟน บริษัทมองว่ากำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวและมีการแข่งขันสูง ขณะเดียวกันยังเผชิญปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาชิปขาดแคลน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น และสินค้าบางรุ่นมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ดุสิตระบุว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่บางรุ่นมีการปรับราคาสูงขึ้นประมาณ 2,000 - 3,000 บาท และเริ่มเห็นผลกระทบในด้านสต็อกสินค้า โดยบางแบรนด์มีสินค้าจำกัด เช่น ผลิตภัณฑ์ของ Apple หรือสมาร์ตโฟนจาก Vivo ที่เปิดตัวใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่พบผลกระทบเชิงลบต่อยอดขายโดยรวมในขณะนี้
นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังถูกมองว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ต้นทุนชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อราคาสินค้าในตลาด
ด้านกลยุทธ์ระยะยาว บริษัทมุ่งพัฒนาไปสู่การเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล โดยเชื่อมโยงการขายสินค้าเข้ากับบริการทางการเงิน รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การใช้ข้อมูล และการตลาดดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
รูปแบบร้านค้าก็ถูกปรับให้เป็น Smart Gadget Destination ที่รวมสินค้าเทคโนโลยีหลายประเภทไว้ในจุดเดียว รวมถึงมีการพัฒนาร้านเฉพาะทาง เช่น JMK IOT และ JMK AIT เพื่อรองรับการเติบโตของอุปกรณ์อัจฉริยะและเอไอ
บริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากปัจจุบันประมาณ 10% ไปสู่ระดับ 15% ในอนาคต โดยใช้การขยายสาขาและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่เป็นกลไกสำคัญ





