วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม 2569

Login
Login

เจมาร์ทรีแบรนด์ธุรกิจสู่เทคไลฟ์สไตล์ ดัน Jaymart Mobile รุกตลาดนอกศูนย์การค้า

เจมาร์ทรีแบรนด์ธุรกิจสู่เทคไลฟ์สไตล์ ดัน Jaymart Mobile รุกตลาดนอกศูนย์การค้า

บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ประกาศปรับอัตลักษณ์แบรนด์ครั้งสำคัญ ภายใต้แนวคิด Enjoy Smarter Life เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจในเครือ โดยเฉพาะ Jaymart Mobile จากเดิมที่เน้นการจำหน่ายสมาร์ตโฟน ไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มค้าปลีกด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ดิจิทัลแบบครบวงจร

เอกชัย สุขุมวิทยา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับภาพลักษณ์ แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ขององค์กร ที่ต้องการเชื่อมโยงสินค้าเทคโนโลยี บริการดิจิทัล และบริการทางการเงินเข้าไว้ด้วยกันในรูปแบบระบบนิเวศเดียว

ขณะที่ ดุสิต สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Jaymart Mobile อธิบายว่า แผนธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 15,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 50% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเติบโตของสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ เทคโนโลยี AI Smartphone อุปกรณ์ Smart Device และ IoT รวมถึงการขยายสาขาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค

โมเดลร้านน็อกดาวน์ กลยุทธ์รุกพื้นที่นอกห้าง

ด้านเครือข่ายร้านค้า ปัจจุบันบริษัทมีสาขาประมาณ 300 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนเพิ่มเป็น 400 แห่งภายในปี 2569 หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ การพัฒนารูปแบบร้านใหม่ที่เรียกว่า “ร้านน็อกดาวน์” หรือร้านในรูปแบบตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 300,000 - 500,000 บาทต่อสาขา และสามารถเคลื่อนย้ายได้

ร้านรูปแบบนี้ถูกนำไปติดตั้งในพื้นที่ที่ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven เพื่ออาศัยทราฟฟิกของลูกค้าในพื้นที่ และสร้างการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในชุมชน บริษัทตั้งเป้าเปิดร้านลักษณะนี้ 40 จุดภายในปี 2569

ดุสิตอธิบายเพิ่มว่า แนวคิดของโมเดลดังกล่าวคือการเข้าไปในพื้นที่ที่ “มีตลาดแต่ไม่มีร้าน” โดยใช้ความร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อเพื่อช่วยดึงลูกค้า ขณะเดียวกันบริษัทเองก็มีบริการสินเชื่อที่ช่วยดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการเช่นกัน ทำให้เกิดการพึ่งพากันระหว่างสองธุรกิจ

ในเชิงการดำเนินงาน บริษัทพบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคในพื้นที่ชุมชนแตกต่างจากในห้างสรรพสินค้า จึงมีการปรับเวลาเปิด - ปิดร้าน เช่น เปิดช่วงเย็นประมาณ 16.00 น. และปิดประมาณ 21.00 น. เพื่อรองรับช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการมาก

เจมาร์ทรีแบรนด์ธุรกิจสู่เทคไลฟ์สไตล์ ดัน Jaymart Mobile รุกตลาดนอกศูนย์การค้า

ข้อมูลจากบริษัทสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไทยในหลายด้าน แม้ช่องทางออนไลน์จะเติบโตต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี แต่สัดส่วนการซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ยังอยู่ที่ประมาณ 30% เนื่องจากผู้บริโภคยังต้องการไปหน้าร้านเพื่อทดลองสินค้าและใช้บริการโอนถ่ายข้อมูล

ด้านการชำระเงิน พบว่าสัดส่วนการใช้บัตรเครดิตลดลงเหลือประมาณ 35% ขณะที่การใช้สินเชื่อทางเลือก เช่น SG Finance และ Kashjoy เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 40% ผู้บริโภคบางส่วนเลือกเก็บวงเงินบัตรเครดิตไว้ใช้ในกรณีจำเป็น และหันมาใช้สินเชื่อรูปแบบอื่นแทน

โครงสร้างลูกค้าของบริษัทระบุว่า กลุ่มมิลเลนเนียล (Millennials) เป็นกลุ่มหลักประมาณ 50% ตามด้วยกลุ่ม Gen X ประมาณ 25-26% ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ขณะที่กลุ่ม Gen Z ยังมีสัดส่วนประมาณ 11% และเป็นกลุ่มที่บริษัทพยายามขยายฐานเพิ่มเติม

แรงกดดันตลาด ชิปขาดแคลน - ต้นทุนพุ่ง

ภาพรวมตลาดสมาร์ตโฟน บริษัทมองว่ากำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวและมีการแข่งขันสูง ขณะเดียวกันยังเผชิญปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาชิปขาดแคลน ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น และสินค้าบางรุ่นมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ดุสิตระบุว่า ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่บางรุ่นมีการปรับราคาสูงขึ้นประมาณ 2,000 - 3,000 บาท และเริ่มเห็นผลกระทบในด้านสต็อกสินค้า โดยบางแบรนด์มีสินค้าจำกัด เช่น ผลิตภัณฑ์ของ Apple หรือสมาร์ตโฟนจาก Vivo ที่เปิดตัวใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่พบผลกระทบเชิงลบต่อยอดขายโดยรวมในขณะนี้

นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังถูกมองว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ต้นทุนชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อราคาสินค้าในตลาด

ด้านกลยุทธ์ระยะยาว บริษัทมุ่งพัฒนาไปสู่การเป็นระบบนิเวศเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล โดยเชื่อมโยงการขายสินค้าเข้ากับบริการทางการเงิน รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล การใช้ข้อมูล และการตลาดดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ

รูปแบบร้านค้าก็ถูกปรับให้เป็น Smart Gadget Destination ที่รวมสินค้าเทคโนโลยีหลายประเภทไว้ในจุดเดียว รวมถึงมีการพัฒนาร้านเฉพาะทาง เช่น JMK IOT และ JMK AIT เพื่อรองรับการเติบโตของอุปกรณ์อัจฉริยะและเอไอ

บริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากปัจจุบันประมาณ 10% ไปสู่ระดับ 15% ในอนาคต โดยใช้การขยายสาขาและการสร้างเครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่เป็นกลไกสำคัญ