ทะเลไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตขยะและปัญหาปะการังฟอกขาวที่รุนแรงขึ้นทุกวัน แต่จะดีแค่ไหนหากพวกเราทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพิทักษ์ท้องทะเลได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชันที่เราใช้งานกันอยู่เป็นประจำ วันนี้ KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับนวัตกรรมใหม่ที่ดึงเอาพลังของพลเมืองมาผสานกับเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างลงตัว เปลี่ยนสมาร์ตโฟนในมือให้กลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในการกอบกู้ระบบนิเวศทางทะเล
นวัตกรรมที่ว่านี้คือแพลตฟอร์ม SeaSight หรือ รัก(ษ์)ปะการัง ต้นแบบ LINE OA ที่เกิดจากการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกลุ่มนักศึกษาหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 15 (ปนป.15) สถาบันพระปกเกล้า กลุ่มที่ 4 หรือ "กลุ่มนกหัวขวาน" ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาขยะทะเลอย่างตรงจุด รวดเร็ว และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
จุดเริ่มต้นของ 'SeaSight' สู่การเป็นพลเมืองรักษ์ทะเล
โครงการรัก(ษ์)ปะการัง และแพลตฟอร์ม SeaSight ถูกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดหลักคือ "การขับเคลื่อนประชาธิปไตยสิ่งแวดล้อมทางทะเลพลเมือง" เป้าหมายสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยว ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ได้มีพื้นที่ในการร่วมกันอนุรักษ์ปะการังและจัดการกับปัญหาขยะทะเลที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตใต้ผืนน้ำ โดยมี ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง เปิดห้องประชุมรับฟังความคิดเห็นและหารือร่วมกับทีมนักศึกษา ปนป.15 เพื่อนำข้อเสนอแนะไปขัดเกลาต้นแบบนวัตกรรมนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และนำไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงเพื่อสร้างเครือข่าย "พลเมืองรักษ์ทะเล" ในระยะยาว
แค่แชทก็ช่วยโลกได้!
ความน่าสนใจของแพลตฟอร์ม SeaSight คือการออกแบบ User Experience (UX) ที่ตัดความยุ่งยากทิ้งไปทั้งหมด ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องโหลดแอปพลิเคชันใหม่ให้หนักเครื่อง แต่เข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลนี้ผ่านช่องแชทบนแอปพลิเคชัน LINE ที่ทุกคนคุ้นเคยได้ทันที ระบบทำงานด้วยแนวคิดที่ว่า "แค่เพิ่มเพื่อนก็ช่วยทะเลได้" เมื่อนักท่องเที่ยว นักดำน้ำ หรือชาวบ้านในพื้นที่ พบเจอขยะทะเลในเขตอุทยานแห่งชาติ หรือสังเกตเห็นความผิดปกติบริเวณชายฝั่งและแนวปะการัง ก็พิมพ์แชทและส่งพิกัดตำแหน่งชี้เป้าได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งต่อเข้าสู่ระบบส่วนกลาง เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบลงพื้นที่เข้าไปจัดเก็บและจัดการแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ปล่อยให้ขยะเหล่านั้นถูกคลื่นซัดลงไปทำลายแนวปะการังจนเกิดความเสียหายที่ยากจะฟื้นฟู
ผนึกกำลังแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
เพื่อให้ระบบการรายงานผลและการจัดการสิ่งแวดล้อมนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โครงการนี้จึงไม่ได้เติบโตอย่างโดดเดี่ยว แต่ยังได้รับคำปรึกษาอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น มูลนิธิรักสัตว์ป่า วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบของขยะทะเล นอกจากนี้ยังมี สมาคมอุทยานแห่งชาติ ที่เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายภาคีในการสนับสนุนการเฝ้าระวัง ทำให้ข้อมูลที่ได้จากประชาชนผ่าน SeaSight ถูกนำไปใช้วางแผนบริหารจัดการและกำหนดมาตรการอนุรักษ์ได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม
เทคโนโลยีจะทรงพลังที่สุดเมื่อถูกนำมาใช้แก้ปัญหาที่ถูกต้อง และ SeaSight ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการใช้เครื่องมือดิจิทัลใกล้ตัวมาสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ระดับประเทศ





