ผมไปบรรยายให้กับนักศึกษาในหลักสูตร “วิทยาลัยการทัพบก” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรยศระดับพันเอก และพันเอกพิเศษ หัวข้อที่ถูกมอบหมายให้บรรยาย คือ “สภาพแวดล้อมของสังคมไทยกับความมั่นคงของชาติ” แต่ด้วยความที่ผมทำงานด้านไอที การบรรยายจึงเน้นที่เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่มีผลกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ บทความวันนี้ ผมได้เขียนสรุปเนื้อหาที่ไปบรรยายให้กับผู้อ่านเพราะคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์กับคนทั่วไป
หลายคนมองเทคโนโลยี AI เป็นเหรียญสองด้าน ด้านหนึ่งคงเห็นประโยชน์และความสามารถของ AI ที่ทำให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น ทำให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต แต่เหรียญอีกด้านหนึ่งก็เชื่อว่า หลายคนห่วงกับผลกระทบที่จะเข้ามาแย่งงานในบางตำแหน่ง ห่วงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และห่วงเรื่องการใช้ AI ของคนบางกลุ่มที่ขาดจริยธรรมและธรรมาภิบาล
แต่หากเราวิเคราะห์เจาะลึกให้ดี กรณีที่เราไม่เตรียมให้ประชากรของประเทศเราพร้อมให้มีทักษะหรือความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยี AI ที่กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกครั้งสำคัญนี้ จะสร้างปัญหาสังคมและความมั่นคงของชาติอย่างรุนแรง
ในยุคของ AI “ความมั่นคงของชาติ” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การมีกองทัพที่แข็งแกร่งหรือพรมแดนที่มั่นคงอีกต่อไป แต่ได้ขยายขอบเขตลึกเข้ามาถึงหน้าจอสมาร์ทโฟนและความคิดของพวกเราทุกคน ปัจจุบัน สมรภูมิที่ดุเดือดที่สุดคือ “สงครามข้อมูล” และอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในคลังแสงนี้คือ AI ที่กำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากเครื่องมือที่เคยช่วยเหลือมนุษย์ในช่วงปี 2015-2020 เช่น แชตบอต หรือระบบแนะนำสินค้า AI ได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการ “ชี้นำ” สังคมโดยใช้ข้อมูลและอัลกอริทึมของ AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ทางการเมืองและสังคมอย่างที่เราคาดไม่ถึง
ลองนึกถึงการโฆษณาชวนเชื่อในอดีตที่มักเป็นโปสเตอร์ หรือทางวิทยุและทีวี ที่กว่าจะเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ต้องใช้เวลานาน แต่ในยุคนี้เรากำลังเผชิญกับการโฆษณาชวนเชื่อ 5.0 (Propaganda 5.0) ที่เป็นการใช้ AI และข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม ความเชื่อ และอารมณ์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ
จากนั้นจึงสร้างเนื้อหา ไม่ว่าจะเป็นบทความ ข่าวปลอม บทพูด หรือวิดีโอ ที่ออกแบบมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ AI สามารถปรับเนื้อหาให้สอดคล้องกับอคติและจิตวิทยาของแต่ละบุคคลได้อย่างแนบเนียน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเข้าถึงผู้คนจำนวนมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว
เป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนแปลง “ความเชื่อ” ของผู้รับสารโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกชี้นำ หนึ่งในเครื่องมือที่น่ากังวลที่สุดคือ Deepfake เทคโนโลยีที่ใช้ AI สร้างวิดีโอหรือเสียงปลอมที่เหมือนจริงจนแยกไม่ออก เราอาจได้เห็นวิดีโอปลอมของผู้นำประเทศกล่าวถ้อยคำที่พวกเขาไม่เคยพูดจริง หรือภาพเหตุการณ์สำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้สามารถถูกนำไปใช้โจมตีทางการเมือง สร้างความแตกแยก หรือบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันสำคัญ ส่งผลให้ประชาชนเกิดความสับสนและไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นความจริงหรือไม่
การโจมตีเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการข้อมูล หรือ Information Operation (IO) ที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยการผลิตเนื้อหาและคอมเมนต์ในทิศทางเดียวกันจำนวนมหาศาลบนโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความจริงจำลอง (Fake Consensus) ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าใจผิดว่ากระแสนั้นคือความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในสังคม สุดท้ายจึงเกิดความสับสน วิตกกังวล และตั้งคำถามต่อข้อเท็จจริงเดิม เมื่อการควบคุมข้อมูลเท่ากับการกำหนดทิศทางความคิดของสังคม คนที่ไม่แน่ใจในข้อเท็จจริงจะถูกจูงใจได้ง่ายขึ้น นี่คือภาวะ “วิกฤตความมั่นคงทางความคิด” ที่กำลังสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อสถาบันต่างๆ ทั่วโลก
เครื่องมือที่เราใช้ทุกวันอย่างโซเชียลมีเดียก็กำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือขยายความแตกแยกนี้อย่างไม่รู้ตัว อัลกอริทึมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตรึงเราไว้กับหน้าจอ จะคอยป้อนเนื้อหาที่เรามีแนวโน้มจะเห็นด้วยซ้ำๆ (Echo Chamber) ขณะเดียวกันก็คัดกรองข้อมูลฝั่งตรงข้ามออกไปทีละน้อย ผลลัพธ์คือ สังคมออนไลน์ค่อยๆ แตกตัวออกเป็น “เผ่าดิจิทัล” (Digital Tribalism) ที่ยึดโยงกันด้วยอุดมการณ์หรือความสนใจเฉพาะกลุ่ม แต่ละเผ่าจะมีผู้นำทางความคิด มีแหล่งรับข่าวสารที่เชื่อถือเป็นการส่วนตัว และถึงขั้นสร้างอัตลักษณ์ ภาษา และสัญลักษณ์ของตนเองขึ้นมา
สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อคนในแต่ละเผ่าต้องเผชิญหน้ากับความคิดเห็นที่แตกต่าง พวกเขามักจะมองว่าอีกฝ่ายผิดหรือถึงขั้นเป็นศัตรู การปะทะกันในโลกออนไลน์จึงมักกลายเป็นการปกป้องอัตลักษณ์ของเผ่าตนเอง มากกว่าการถกเถียงด้วยเหตุผล ทำให้รอยร้าวเล็กๆ ในสังคมขยายกว้างขึ้น กลายเป็นความตึงเครียด แบ่งขั้ว และหาความจริงกลางร่วมกันได้ยาก
ภัยคุกคามจาก AI ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องการเมืองและความเชื่อ แต่ยังลุกลามสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันอย่างน่ากลัว เรากำลังเผชิญกับ Scammers หรืออาชญากรรมยุคใหม่ที่ใช้ AI สร้างเสียงและวิดีโอปลอมเพื่อหลอกลวงให้โอนเงินหลายล้านบาท หรือการที่ AI วิเคราะห์ข้อมูลส่วนตัวของเราเพื่อออกแบบสคริปต์หลอกลวงที่แนบเนียนที่สุด ซึ่งเราเห็นกันแล้วกำลังเป็นภัยคุกคามของชาติที่อันตรายมากในขณะเดียวกัน ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างช่องว่างทางดิจิทัล ก็กำลังขยายตัวรุนแรงขึ้น ไม่ใช่แค่ช่องว่างในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI หรือการใช้โซเชียลมีเดีย แต่เป็นช่องว่างในความเข้าใจ และทักษะ การใช้เทคโนโลยี
คนที่ขาดทักษะเหล่านี้มักตกเป็นเป้าหมายหลักของข่าวปลอมและ มิจฉาชีพได้ง่ายที่สุด และในโลกการทำงาน แรงงานที่ไม่สามารถปรับตัวให้เข้าใจและใช้ AI ช่วยงานได้ ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกแทนที่ ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาด้าน AI และทักษะดิจิทัลโดยเฉพาะทักษะ AI จึงหมายถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้และโอกาสในอนาคตโดยตรงเมื่อมองภาพใหญ่ขึ้น เราจะเห็นว่านี่ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรม แต่คือ สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) ที่ AI และข้อมูลกลายเป็นอาวุธที่มีอิทธิพลสูงสุด หลายประเทศกำลังเร่งสร้างกองทัพไซเบอร์ (Cyber Army) ขึ้นมา ไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันระบบ แต่เพื่อโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของศัตรู เช่น ระบบไฟฟ้า การสื่อสาร หรือการเงิน
รวมถึงการทำสงครามข้อมูลเพื่อบ่อนทำลายขวัญกำลังใจของประชาชนฝ่ายตรงข้าม ดังที่เห็นในกรณีความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่มีการใช้ AI สร้างมัลแวร์และเผยแพร่ Deepfake ไปพร้อมๆ กับการสู้รบในสมรภูมิปกติรวมไปถึงการใช้ IO หรือสนับสนุนคนบางกลุ่มใช้ AI ผ่านโซเชียลมีเดียสร้างเผ่าดิจิทัลให้เกิดความขัดแย้งในสังคมทางรอดของสังคมไทยท่ามกลางสมรภูมิใหม่นี้จึงไม่ใช่การห้ามใช้หรือต่อต้าน AI เพราะ AI ไม่ใช่ศัตรู แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงและเข้าใจเทคโนโลยี กุญแจสำคัญคือการสร้างภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยี ให้กับคนในชาติ
โดยภูมิคุ้มกันทางเทคโนโลยี ประกอบด้วย 5 เสาหลัก ได้แก่
1. ทักษะด้าน AI การเข้าใจพื้นฐานและขีดจำกัดของ AI เพื่อไม่ให้ถูกชี้นำ
2. ทักษะด้านข้อมูลในการวิเคราะห์ แยกแยะ และตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร
3. การ Upskill–Reskill การปรับและพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI ให้ทันโลก
4. สุขอนามัยทางไซเบอร์ ( Cyber Hygiene) เช่น การตั้งรหัสผ่านที่ปลอดภัยและระวังในการเชื่อมต่อแอปหรือใช้ AI ต่างๆ
5. การใช้เทคโนโลยีด้วยจริยธรรมและสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม เราจำเป็นต้องปรับหลักสูตรการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสร้างวัฒนธรรมการตรวจสอบข้อมูลในสังคม
อนาคตของชาติจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการป้องกันเทคโนโลยี แต่อยู่กับการสร้างสังคมที่เข้าใจและใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ เพราะความมั่นคงที่แท้จริงในศตวรรษที่ 21 คือความมั่นคงทางจิตสำนึกและภูมิคุ้มกันทางปัญญาของคนในชาติ





