การสรรหาผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ซึ่งควรเป็นเพียง “กระบวนการปกติทางบริหาร” กลับกลายเป็นกรณีศึกษาด้านธรรมาภิบาลฉบับเข้มข้น เมื่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบขั้นตอนหลายจุดที่ไม่สัมพันธ์กับบทกฎหมายจนต้องมีการนัดเคลียร์ใหญ่วันที่ 17 พ.ย. 2568 เพื่อคลี่ปมข้อเท็จจริงทั้งหมด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “ใครจะได้เป็นผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่” แต่คือ “องค์กรรัฐไทยยังยึดกฎหมายเป็นฐานหรือยึดความเคยชินเป็นหลัก” เพราะเหตุการณ์นี้สะท้อนความท้าทายใหญ่ของระบบบริหารองค์การมหาชน ที่ต่างฝ่ายต่างตีความกฎหมายตามมุมของตัวเอง จนกระบวนการที่ควรโปร่งใสกลับหลุดกรอบอย่างมีนัยยะ
ปัญหาที่ควรเล็ก แต่ทำไมกลายเป็นเรื่องใหญ่?
ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีดีอี ระบุว่าเรื่องทั้งหมด “ไม่ซับซ้อน” หากยึดตัวบทรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล พ.ศ. 2560 มาตรา 35 ที่กำหนดชัดว่า ผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน เมื่อครบวาระต้องพ้นจากตำแหน่งทันที ไม่สามารถรักษาการต่อ และไม่สามารถใช้อำนาจในตำแหน่งได้อีก
หลักกฎหมายราชการชัดเจน กฎหมายไม่เขียนว่าอนุญาต แปลว่าทำไม่ได้ ประเด็นนี้ควรเป็นจุดจบของเรื่อง แต่กลับเป็นจุดเริ่มของความสับสน เมื่อดีอีตรวจพบว่าผู้อำนวยการใหญ่ยังคงรักษาการต่อแม้หมดวาระตั้งแต่ ก.ค. 2568
คำถามแรกจึงเกิดขึ้นทันทีหากกฎหมายห้ามรักษาการ ทำไมดีป้ายังให้รักษาการ นี่คือการตีความที่ผิด หรือเป็นช่องว่างของระบบกำกับดูแล
“นั่งเป็นกรรมการสรรหา” ทั้งที่หมดวาระแล้ว
ดีอียังพบว่า ผอ. ใหญ่เดิม ไม่เพียงรักษาการต่อ แต่ยังนั่งเป็น “กรรมการสรรหาผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่” ด้วย ซึ่งกระทบหลักผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน แม้องค์กรอื่นอาจมองว่าเป็นเรื่องทางเทคนิคแต่ในมุมธรรมาภิบาล นี่คือคำถามใหญ่
เนื่องจาก มองว่า คนที่กำลังจะถูกทดแทน ควรมีอำนาจร่วมกำหนดตัวผู้ทดแทนได้หรือไม่และ การปล่อยให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสะท้อนช่องโหว่ในโครงสร้างตรวจสอบขององค์การมหาชน และชวนตั้งคำถามถึงบทบาทคณะกรรมการกำกับดีป้า (บอร์ด) ว่ามีการกำกับทันท่วงทีเพียงใด
อีกประเด็นที่ทำให้เรื่องลุกลาม คือการตรวจสอบพบว่า หนังสือจัดทำตัวชี้วัด (KPI) ที่เป็นขั้นตอนแรกก่อนเริ่มสรรหา ถูกส่งตั้งแต่ ต.ค. 2567 แต่กลับ “หายไปจากกระบวนการ” ถึงเกือบ 300 วัน ก่อนจะโผล่มาอีกครั้งใน ส.ค. 2568
เพราะตามกฎหมาย กระบวนการสรรหาต้องเริ่มอย่างน้อย 90 วันก่อนครบวาระ และต่อเวลาได้สูงสุดเพียง 2 เดือน แต่กรณีนี้ช้าทั้งสองส่วน ชนิดที่รัฐมนตรีดีอีต้องทำหนังสือเตือนโดยหลีกเลี่ยงคำว่า “ผิดกฎหมาย” แต่ชี้ชัดว่าขั้นตอน “ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและการบริหารราชการ”
ไม่ได้เบรก - ไม่มีอำนาจเลือกคน - ไม่แทรกแซงการเมือง
ไชยชนก ย้ำหลายครั้งว่า กระทรวงดีอีไม่ได้สั่งเบรก แต่เพียงทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น พร้อมตั้งคำถามกลับว่า
แค่ตำแหน่งรองปลัดที่ว่างอยู่ 2 ตำแหน่ง อำนาจของผม 100% ผมยังแต่งตั้งไม่ได้ แล้วจะไปตั้ง ผอ. ดีป้า ได้อย่างไร
ดีป้ายืนยันทำถูกกฎหมายทั้งหมดและพร้อมทบทวน
ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ดีป้า ออกมาชี้แจงว่า ทุกขั้นตอนทำตามกฎหมายอย่างครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้มากกว่าเพราะดีป้าเป็น “องค์การตามกฎหมายเฉพาะ” ไม่ใช่องค์การมหาชนทั่วไป
ดีป้าย้ำว่า KPI ส่งให้รัฐมนตรีตั้งแต่ตุลาคม 2567 และได้รับความเห็นชอบเดือนสิงหาคม 2568 ก่อนเริ่มนับกรอบเวลา 90 วันและประกาศรับสมัครในช่วง 3–21 พฤศจิกายน 2568
ดีป้ายังประกาศจะ “ถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ผู้สมัคร” เพื่อยืนยันความโปร่งใส ซึ่งสะท้อนท่าทีรุกกลับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ
จับตาความสัมพันธ์ระหว่าง “กฎหมาย–องค์กรอิสระ–ฝ่ายการเมือง”
สัญญาณความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่ได้บ่งชี้เพียงข้อผิดพลาดเชิงเอกสารหรือขั้นตอน แต่ชี้ให้เห็น 3 ปรากฏการณ์สำคัญของระบบราชการยุคใหม่
1. กฎหมายฉบับเฉพาะสร้างพื้นที่ตีความกว้าง
ดีป้าตั้งตาม พ.ร.บ. ไม่ใช่พระราชกฤษฎีกา จึงมีขั้นตอนเฉพาะที่บางฝ่ายอาจตีความไม่ตรงกัน
2. ฝ่ายการเมืองถูกคาดหวังให้กำกับความโปร่งใส แต่ขณะเดียวกันก็ถูกกล่าวหาแทรกแซงง่าย
จุดยืน “ไม่เบรก ไม่เลือกคน ไม่แทรกแซง” ของรัฐมนตรีสะท้อนความตึงตัวระหว่างบทบาทกำกับกับอำนาจที่จำกัดจริง
3. ช่องว่างระบบกำกับองค์กรกึ่งอิสระ
หากกฎหมายไม่ให้อำนาจรัฐมนตรีชี้ขาด แต่บอร์ดองค์กรเองกลับปล่อยให้กระบวนการผิดกรอบ-คำถามคือ “ใครควรรับผิดชอบ”
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จะมีการประชุมเคลียร์ใหญ่ระหว่างดีอีกับดีป้าในวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่เป็น “บททดสอบระบบกำกับดูแลของรัฐไทย” ว่าจะสามารถปิดช่องว่างที่ทำให้ผู้บริหารอยู่เกินวาระ–ร่วมกำหนดผู้สืบตำแหน่งทันทีได้หรือไม่





