เร่งวางรากฐานภาครัฐดิจิทัล
ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ขับเคลื่อนระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) และ e-Office เพื่อลดภาระเอกสาร เพิ่มความโปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยความร่วมมือกับ สตง. และ ก.พ.ร. ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับระบบราชการสู่ดิจิทัล นอกจากนี้ การเชื่อม Easy Pass เข้ากับ XPress ยังทำให้การเบิกจ่ายค่าผ่านทางของรัฐมีความรวดเร็วและปลอดภัยขึ้น
ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ดีอีมีบทบาทในการวางรากฐานประเทศ ไม่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล แต่ยังรวมถึงการสร้างระบบที่โปร่งใสและเข้าถึงได้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
ศูนย์ดิจิทัลชุมชน: พื้นที่เรียนรู้และสร้างโอกาส
หนึ่งในโครงการที่จับต้องได้คือการขยาย “ศูนย์ดิจิทัลชุมชน” ปัจจุบันเปิดแล้วกว่า 1,700 แห่ง และอยู่ระหว่างจัดตั้งอีกกว่า 500 แห่ง พร้อมแผนเพิ่มอีก 1,200 แห่งในอนาคต ศูนย์เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ แพลตฟอร์มค้าขายออนไลน์ ไปจนถึง Co-Working Space และสตูดิโอถ่ายทำสินค้า
เขา กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ดิจิทัลชุมชนไม่ใช่เพียงสถานที่ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม ที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและความรู้ดิจิทัลได้จริง ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสใหม่ ๆ
เครือข่าย IT Man: กำลังคนรากหญ้าดิจิทัล
ด้าน นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ชี้ว่า กำลังคนคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาดิจิทัล โดยโครงการ “เจ้าหน้าที่บริหารงานดิจิทัลระดับอำเภอ” หรือ “IT Man” ที่มีครบทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญ
“IT Man ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมนโยบายดิจิทัลของรัฐกับประชาชน ถ่ายทอดความรู้และช่วยให้คนในพื้นที่ใช้เทคโนโลยีได้จริง ไม่ว่าจะเพื่อการเรียนรู้ การประกอบอาชีพ หรือการเข้าถึงบริการของรัฐ” นายเวทางค์กล่าว
ความท้าทายด้านภัยไซเบอร์
แม้จะมีความก้าวหน้า แต่เสียงสะท้อนจากประชาชนยังระบุว่าภัยออนไลน์เป็นปัญหาหนัก กระทรวงดีอีได้สร้างเครือข่ายวิทยุชุมชนรณรงค์และจัดมาตรการทางกฎหมาย แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าความช่วยเหลือ “ไม่ทันใจ” ซึ่งสะท้อนว่าการสร้างภูมิคุ้มกันไซเบอร์ยังเป็นโจทย์ที่ต้องเร่งพัฒนา
9 ปี: ได้มาก แต่ยังไม่พอ
เมื่อครบ 9 ปี กระทรวงดิจิทัลฯ ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ราชการดิจิทัล เครือข่ายเรียนรู้ และบุคลากรดิจิทัลระดับรากหญ้า แต่ความเหลื่อมล้ำดิจิทัลยังเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและทักษะดิจิทัลยังไม่เท่ากัน
โจทย์ใหญ่ในทศวรรษต่อไปคือการทำให้คำว่า “ดิจิทัลเพื่อทุกคน” เป็นมากกว่านโยบายบนเวที แต่ต้องปรากฏในชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่เช่นนั้น ผลงานทั้งหมดอาจถูกลดทอนความหมายลงเหลือเพียง “ตัวเลขโครงการ” มากกว่าประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง





