วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

ผ่าร่างกฎหมายใหม่ คุ้มเข้มขนส่งจัดระเบียบอีคอมเมิร์ซ สกัดทุนใหญ่ผูกขาด

ผ่าร่างกฎหมายใหม่ คุ้มเข้มขนส่งจัดระเบียบอีคอมเมิร์ซ สกัดทุนใหญ่ผูกขาด

สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ เรื่องแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม และการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือจำกัดการแข่งขันในธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทบริการอีคอมเมิร์ซ

รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม รองประธาน กขค. กล่าวว่า โครงสร้างการแข่งขันยุคดิจิทัลเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะแพลตฟอร์มแบบ Multi-sided ที่มีผู้ใช้งานมหาศาล กำลังกลายเป็นช่องทางผูกขาดตลาด ตั้งเงื่อนไขเอื้อรายใหญ่ และบั่นทอนสิทธิผู้บริโภคที่ต้องแลกบริการฟรีด้วยข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมย้ำว่าการกำกับดูแลต้องใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้า (Ex-ante) ไม่ใช่แก้ภายหลัง (Ex-post) เพราะตลาดเสี่ยง “ทิปปิ้ง” ไปสู่การผูกขาดโดยไม่กี่ราย

เขายังเตือนว่า หากไทยไม่เร่งกำหนดกติกาชัดเจน การแข่งขันจะเสียเปรียบแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น GAFA-M (Google, Apple, Facebook, Amazon, Microsoft) ขณะที่ประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ ต่างออกกฎหมายเข้มคุมแล้ว โดยไทยตั้งเป้าออกประกาศฉบับสมบูรณ์ภายใน ต.ค. 2568

บีบร้านเล็ก-ขนส่งถูกผูกขาด

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทย กล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยถูกผูกขาดโดยแพลตฟอร์มต่างชาติ Shopee, Lazada และ TikTok Shop โดยเฉพาะ Shopee ที่มีรายได้กว่า 85,791 ล้านบาท กำไรทะลุ 5,425 ล้านบาทในปีเดียว ขณะที่ร้านค้ารายย่อยกลับกำไรไม่ถึง 10% เพราะถูกหักค่าคอมมิชชันสูงถึง 25%

แพลตฟอร์มยังบีบให้ใช้ระบบขนส่งเฉพาะราย เช่น TikTok Shop ใช้ J&T Express เพียงเจ้าเดียว

และอาจหาประโยชน์จากส่วนต่างค่าขนส่ง เช่น คิดค่าส่งลูกค้า 20 บาท แต่จ่ายจริงแค่ 8 บาท ส่วนต่างตกเป็นรายได้แพลตฟอร์ม ไม่ใช่ผู้ให้บริการขนส่งหรือร้านค้า ส่งผลให้ร้านค้าเสียภาษีจากรายได้ที่ไม่เคยได้รับจริง

ข้อมูลรายงาน Marketplace 2024 ระบุว่า SPX Express ในเครือ Shopee มีรายได้ 23,498 ล้านบาท กำไร 469 ล้านบาท ขณะที่ Lazada Express มีรายได้ 14,329 ล้านบาท กำไร 1,742 ล้านบาท

ทั้งนี้ พบว่า ร้านค้าถูกตัดสิทธิ์หมด ทั้งข้อมูลลูกค้า การเลือกขนส่ง หรือช่องทางโฆษณา ถ้ารัฐไม่ทบทวนโครงสร้าง ธุรกิจไทยจะเหลือแค่คนส่งของให้แพลตฟอร์ม

 

ชี้ระบบอัลกอริทึมต้องโปร่งใส

น.ส.ปิยาพัชร ทับอินทร์ รักษาการ ผอ.ฝ่ายบริหารงานคดี กขค. กล่าวว่า ร่างประกาศยึดตามมาตรา 54–58 ของ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า โดยเฉพาะมาตรา 58 ที่ควบคุมพฤติกรรมผู้ประกอบการรายใหญ่ เช่น การกำหนดราคาที่ไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ การใช้อัลกอริทึมเอื้อร้านในเครือ หรือการบังคับใช้บริการโลจิสติกส์เฉพาะราย

“แพลตฟอร์มบางแห่งเริ่มบีบผู้ค้า เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงขึ้น บังคับเข้าร่วมแคมเปญราคาถูก หรือจำกัดเสรีภาพในการเลือกขนส่ง กขค.จึงต้องเข้ามากำกับเพื่อปกป้องการแข่งขันและไม่ทอดทิ้งคนตัวเล็ก” น.ส.ปิยาพัชร กล่าว

หนุนสิทธิผู้ขายต้องเลือกขนส่งได้

นายทรงพล สุวรรณพงศ์ ผู้ช่วยเลขานุการอัยการสูงสุด และรองโฆษก อสส. กล่าวว่า ร่างประกาศนี้จะสร้างกติกาที่โปร่งใส โดยเฉพาะการนิยาม “อัลกอริทึม” อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบ พร้อมเสนอให้เปิดสิทธิผู้ขายเลือกขนส่งอย่างน้อย 3 ราย และควรกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมไม่ให้ร้านค้าถูกกดต้นทุนเกินไป

ดังนั้น มีการหากบูรณาการกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะทำให้การคุ้มครองทั้งผู้ขายและผู้ซื้อมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดไทย

หากเชื่อมโยงกับกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ จะทำให้ระบบแข่งขันของไทยเข้มแข็งขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาด

ทั้งนี้ ร่างแนวปฏิบัติจะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 18 กันยายน ก่อนเสนอคณะกรรมการ กขค. พิจารณา และคาดว่าจะประกาศใช้ภายในตุลาคม 2568 หากแพลตฟอร์มใดฝ่าฝืน อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้าและมีโทษทางอาญา ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรการกำกับอีคอมเมิร์ซไทยสู่มาตรฐานสากล และสร้างสนามแข่งขันที่ยุติธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด