วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

จับตา ‘Agentic AI’ เปลี่ยนเกม สู่ยุคใหม่การพัฒนา ‘ซอฟต์แวร์’

จับตา ‘Agentic AI’ เปลี่ยนเกม สู่ยุคใหม่การพัฒนา ‘ซอฟต์แวร์’

งานวิจัย “State of IT” โดย “เซลส์ฟอร์ซ” เผยว่า ผู้นำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์มองในแง่บวกต่อ “Agentic AI” และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) ผู้ให้บริการด้านระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (CRM) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI รายงานว่า ผู้เชี่ยวชาญล้วนมีความเห็นในทิศทางเดียวกันเกือบเป็นเอกฉันท์และแสดงความตื่นตัวต่อเทคโนโลยี AI เอเจนต์อัจฉริยะซึ่งทำงานได้ด้วยตัวเอง (Agentic AI)

โดย 69% ของผู้นำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ในไทยเชื่อว่า AI Agent จะกลายเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาแอปพลิเคชันเทียบเท่ากับเครื่องมือแบบเดิมที่เคยใช้ 

อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาบางส่วนมองว่าตนเองและองค์กรยังจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมและทรัพยากรเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถสร้างและใช้งานพนักงานดิจิทัลในแบบ AI Agent ให้กับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก้าวสู่ยุค ‘AI Agent’

แม้ที่ผ่านมานักพัฒนามักถูกมองว่ายังไม่ไว้วางใจในเทคโนโลยี AI แต่ผลวิจัยล่าสุดกลับชี้ให้เห็นว่านักพัฒนารู้สึกตื่นตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมทีกำลังก้าวสู่ยุค AI Agent

การมาถึงของ Agentic AI เปิดโอกาสให้นักพัฒนาสามารถลดเวลาทำงานด้านการเขียนโค้ดและแก้ไขจุดบกพร่อง และเพิ่มการทำงานเชิงกลยุทธ์รวมถึงงานที่สร้างผลกระทบได้มากขึ้น 

นอกจากนี้ การใช้งาน AI Agent ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือแบบโค้ดต่ำหรือไม่ใช้การเขียนโค้ด (low-code และ no-code) ก็ยิ่งทำให้กระบวนการพัฒนาแอปพลิเคชันเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ง่ายขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคย โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับทักษะการเขียนโค้ดของนักพัฒนาอีกต่อไป

เดวิด โมลด์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี และผู้อำนวยการด้านโซลูชัน เซลส์ฟอร์ซ ประเทศไทย กล่าวว่า AI Agent กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของนักพัฒนาทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย

เมื่อ AI Agent ได้เข้ามาช่วยจัดการงานที่ต้องทำซ้ำๆ จำเจ เช่น การจัดระเบียบข้อมูล การเชื่อมโยงระบบ และการทดสอบในระดับเบื้องต้น นักพัฒนาจะมีอิสระในการปรับเปลี่ยนจุดมุ่งเน้นในการทำงาน จากการทำงานเขียนโค้ดแบบแมนวล ไปสู่การตอบโจทย์ที่มีมูลค่าและความสำคัญสูงให้กับองค์กร รวมถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

มิติใหม่ของการพัฒนา 'แอป'

ที่น่าสนใจพบด้วยว่าเครื่องมือแบบ Low-code และ No-code ช่วยให้นักพัฒนาไทยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะมีทักษะการเขียนโค้ดในระดับใดก็ตามช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้นักพัฒนาไทย โดยไม่จำกัดว่าจะมีทักษะการเขียนโค้ดระดับใด ‎

โดย AI Agent ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องมือแบบ Low-code และ No-code ทำให้นักพัฒนาทุกระดับสามารถสร้างและใช้งาน Agent ได้ 

ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นนักพัฒนาในประเทศไทยเชื่อว่าเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยให้การพัฒนา AI เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่าย และขยายการพัฒนา AI ให้เติบโตมากยิ่งขึ้นเพื่อการพัฒนาที่ส่งผลเชิงบวกในอนาคต

ข้อมูลระบุว่า 85% ของนักพัฒนาทั่วโลกที่ใช้ Agentic AI ในปัจจุบัน ใช้เครื่องมือแบบ Low-code และ No-code, 74% ของนักพัฒนาในไทยระบุว่าเครื่องมือแบบ Low-code และ No-code สามารถช่วยให้การพัฒนา AI เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

ขณะที่ 79% ของนักพัฒนาในไทยเห็นว่าการใช้เครื่องมือ Low-code และ No-code ในการพัฒนาแอปพลิเคชันจะช่วยขยายการเติบโตของการพัฒนา AI ได้มากยิ่งขึ้น

ต้องยกระดับไอทีอินฟราฯ 

เซลส์ฟอร์ซ เผยว่า นักพัฒนาไทยต้องการทรัพยากรเพิ่มเติม ในการสร้าง AI Agent โดยนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในการสำรวจครั้งนี้ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย ระบบการทดสอบที่มีความสามารถครอบคลุมมากขึ้น และโอกาสในการพัฒนาทักษะ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบที่มีการสร้างและใช้งาน AI Agent ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐาน: 82% ของนักพัฒนาในประเทศไทยเชื่อว่าองค์กรของตนจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย เพื่อรองรับการสร้างและใช้งาน AI Agent

โดย นักพัฒนา 39% ระบุว่าคุณภาพและความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลในองค์กร ยังไม่เพียงพอต่อการพัฒนาและใช้งาน Agentic AI ให้ประสบความสำเร็จ

  • ความสามารถในการทดสอบ:  นักพัฒนา 45% ระบุว่ากระบวนการทดสอบของพวกเขายังไม่มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการสร้างและใช้งาน AI Agent
  • ทักษะและความรู้: 87% ของนักพัฒนาไทยเชื่อว่าในอนาคต ความรู้ด้าน AI จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานในสายอาชีพของตนเอง อย่างไรก็ตาม เกือบครึ่งหนึ่ง (48%) รู้สึกว่าทักษะที่มีอยู่ยังไม่พร้อมอย่างเต็มที่สำหรับยุคของ Agentic AI

การสำรวจดังกล่าวมาจากความคิดเห็นของผู้นำด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์มากกว่า 2,000 คนทั่วโลก รวมถึงนักพัฒนาในประเทศไทย พร้อมการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมจากนักพัฒนาระดับปฏิบัติการ (Frontline Developer) ในสหรัฐอีก 250 คน