วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2569

Login
Login

จับตา! ความถี่ 3500 กสทช.สอดไส้คลื่นทีวี ร่วมวงประมูลคลื่นมือถือ

จับตา! ความถี่ 3500 กสทช.สอดไส้คลื่นทีวี ร่วมวงประมูลคลื่นมือถือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากมติการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2568 ที่ให้ สำนักงาน กสทช. กลับไปจัดทำรายละเอียด และเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ หรือ ประชาพิจารณ์ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์ และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 850 MHz 1500 MHz 1800 MHz 2100 MHz 2300 MHz และ 26 GHz อีกครั้ง หลังจากที่เคยได้ดำเนินการไปแล้วเมื่อ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา

โดยการทบทวนดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากยังมีหลายประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น การจัดกลุ่มคลื่นความถี่ การกำหนดราคาขั้นต่ำ (Reserved Price) ให้มีความสมเหตุสมผล เงื่อนไขการชำระเงิน จาก 50% ในปีแรก 25% ในปีที่ 3 และงวดสุดท้าย 25% ในปีที่ 4 เป็นแบ่งจ่ายเท่ากันปีละ 25% จำนวน 4 งวด ตลอดจนผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ

โดย สำนักงาน กสทช. ต้องเสนอแนวทางภายใน 7 วัน หากได้ข้อสรุปภายในเดือนเม.ย.2568 การประมูลจะเดินหน้าตามกำหนดเดิมในวันที่ 17-18 พ.ค.2568 หรือเลื่อนออกไปไม่เกิน 2 สัปดาห์ แต่หากยังไม่มีข้อสรุป อาจล่าช้าโดยไม่มีกำหนด ส่วนจะนำคลื่นความถี่ย่าน 3500 MHz ซึ่งปัจจุบันเป็นคลื่นที่มีการใช้งานในกิจการโทรทัศน์ดิจิทัล โดยจะสิ้นสุดใบอนุญาตในปี 2572 เข้าประมูลครั้งนี้ด้วยหรือไม่ ยังไม่มีความชัดเจน

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า การนำคลื่นความถี่ย่าน 3500 MHz ออกมาประมูลร่วมด้วย ทั้งที่ไม่ได้นำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนหน้านี้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ให้บริการมือถือบางรายหรือไม่

ขณะเดียวกัน การที่สภาองค์กรของผู้บริโภค เข้ายื่นหนังสือต่อ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) ถึง 2 ครั้ง (12 และ 18 มี.ค.68) เพื่อขอให้ชะลอการประมูล ทบทวนหลักเกณฑ์ และเปิดรับฟังความคิดเห็นใหม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว ทำให้เกิดคำถามถึงบทบาท และวาระที่แท้จริง

"การเร่งให้ประมูลคลื่นที่จะใช้งานได้จริงอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นการแย่งชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ มากกว่าตอบโจทย์ทางเทคนิค"

เขา ยังกล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน กสทช.ต้องเร่งจัดการประมูลให้เสร็จสิ้นก่อนใบอนุญาตของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที หมดอายุในวันที่ 3 ส.ค.2568 ไม่เช่นนั้น อาจต้องใช้มาตรการเยียวยาขยายเวลาคืนคลื่น ซึ่งขัดต่อคำพิพากษาของศาลที่ระบุว่า การประมูลต้องเกิดขึ้นล่วงหน้า เพื่อป้องกันความเสียหายต่อรัฐ หาก กสทช.ล่าช้าจนเกิดผลกระทบ หน่วยงานต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่

อีกทั้ง ยังมีประเด็นการตั้งราคาคลื่น 2100 และ 2300 MHz ที่มีบอร์ด กสทช.กำชับให้สำนักงาน กสทช.ไปทำราคาขั้นต่ำ (Reserved Price) ใหม่ทั้งหมด เพราะในการประชาพิจารณ์ที่ผ่านมา มีการกำหนดราคาลดลง 30% นั้น ดูเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนบางราย เพราะ คลื่นย่าน 2100 MHz ที่เป็นของค่ายมือถือรายหนึ่งที่มีการใช้งานอยู่ กับคลื่นย่าน 2300 MHz มีอีโคซิสเต็มส์ของอุปกรณ์ที่ต่างกัน ดังนั้น ราคาที่ถูกกำหนดออกมาในตอนแรกไม่ได้ถือว่าต่ำลง แต่บอร์ด กสทช.ควรต้องคำนึงถึงต้นทุน และบริบทของการใช้งานที่เปลี่ยนไปด้วย

  • สำหรับราคาความถี่ 2100 มีทั้งแบบ FDD และ TDD รวมมีจำนวน 15 ชุดความถี่ ราคาเริ่มต้น 497-3,391 ล้านบาท 
  • ส่วนความถี่ 2300 จำนวน 7 ชุดความถี่ ใบอนุญาตละ 10 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้น 1,675 ล้านบาท
  • ส่วนความถี่ 3500 หากจะนำมาประมูลในครั้งนี้ มีจำนวน 100 MHz คาดว่ามีราคา ไม่ต่ำกว่าชุดความถี่ละ 5,000 ล้านบาท

 

 


พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์