background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

'ดีอี' จ่อแก้ก.ม.พนันออนไลน์ เปิดทางดึงเงินใต้ดินเสียภาษี

'ดีอี' จ่อแก้ก.ม.พนันออนไลน์ เปิดทางดึงเงินใต้ดินเสียภาษี

กระทรวงดีอี พร้อมลุยแก้กฎหมายพนันออนไลน์ให้เป็นเรื่องถูกต้อง เปิดช่องดึงเงินใต้ดินขึ้นมาเสียภาษี เผยสถิติปิดเว็บพนันปี 67 สูงถึง 62,213 ยูอาร์แอล ขณะเดียวกัน เตรียมชง ครม.‘เพิ่มโทษ’ อาชญากรรมออนไลน์ หวังแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพขึ้น

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า หลังจากที่นายทักษิณ ชินวัตร กล่าวบนเวทีปราศรัยกรณีจะดึงการพนันออนไลน์ให้กลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายว่า กระทรวงดีอีอยู่ระหว่างการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 

โดยปัจจุบัน กระทรวงดีอียังทำหน้าที่ปิดเว็บพนันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อาศัยอำนาจการอ้างอิงตาม มาตรา 12 ตามพ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ขอหมายศาลในการปิดเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งดีอี เน้นย้ำต่อเนื่องถึงการเล่นพนันออนไลน์ ผู้เล่นมีความผิด โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ขณะที่ สถิติการปิดเว็บพนันออนไลน์ทั้งการปิดเว็บ และการประสานการปิดเว็บผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ โดยปีงบประมาณ 2566 (1 ต.ค. 2565 - 30 ก.ย. 2566) ปิดเว็บพนันออนไลน์ 2,059 ยูอาร​์แอล,ปีงบประมาณ 2567 (1 ต.ค. 2566-30 ก.ย. 2567) ปิดไป 62,213 ยูอาร์แอล ปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค. 2567-30 พ.ย. 2567) ปิดไป 8,129 ยูอาร์แอล

แหล่งข่าวจากกระทรวงดีอี กล่าวว่า หากประเทศไทยต้องการให้การพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย อาจทำได้ทั้งการแก้กฎหมายเดิมที่มีอยู่ คือ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจกระทรวงมหาดไทย หรือหากจะออกกฎหมายใหม่ให้กระทรวงดีอีเป็นผู้รับผิดชอบก็สามารถทำได้ โดยกฎหมายต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า การพนันออนไลน์ที่ต้องการให้ถูกกฎหมายนั้นจะมีประเภทไหนบ้าง และมีข้อห้ามอย่างไรบ้าง เช่น ห้ามกู้ยืมเงินมาเล่นการพนัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ขณะนี้ในหลายประเทศทั่วโลกต่างยอมให้การพนันออนไลน์ถูกกฎหมายหมดทั้งสิ้น รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับประเทศไทย ขณะที่ประเทศที่ยังมองว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งผิดกฎหมายยังคงเป็นประเทศที่เคร่งครัดด้านศาสนา

‘เพิ่มโทษ’ อาชญากรรมออนไลน์

ขณะเดียวกัน กระทรวงดีอี ยังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติเห็นชอบ การแก้ไข พ.ร.ก.มาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 เพื่อให้การแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์มีประสิทธิภาพมากขึ้น เร่งรัดคืนเงินให้ผู้เสียหาย โดยเฉพาะกรณีที่มีการระงับ หรืออายัดบัญชีม้าที่มีเงินในธนาคาร และการเพิ่มโทษ การซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งถือว่า เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคม โดยจะเพิ่มอัตราโทษจำคุกเพิ่มขึ้นจาก 1 ปี เป็น 5 ปี โดยคาดว่าจะเสนอเข้า ครม.นัดหน้า วันที่ 14 ม.ค.นี้ 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กฎหมายอยู่ในขั้นตอนของ คณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่าง และคาดว่าจะผ่านภายในสัปดาห์นี้ จากนั้นจะส่งกลับมาให้ ครม.เห็นชอบต่อไป คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายใน ม.ค. 2568
 

แบงก์ชาติ-ค่ายมือถือร่วมรับผิด

นอกจากนี้ ยังเพิ่มความรับผิดชอบสถาบันการเงิน ภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ร่วมรับผิดชอบในความเสียหายของประชาชนที่ถูกหลอกลวงออนไลน์ หากผู้ประกอบการละเลย หรือไม่ดูแลระบบอย่างดีพอ

สำหรับแนวทางแก้ไขการเปิดบัญชีผิดกฎหมาย ที่มีลักษณะเป็นบัญชีม้านิติบุคคลนั้น ล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงด้านการฟอกเงิน (HR-03) กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมออกคำสั่งการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล

ทั้งนี้ หากมีชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือกรรมการ ที่ระบุในคำขอ เป็นบุคคลที่มีชื่อในข้อมูล HR-03 จะชะลอการจดทะเบียนไว้ก่อน และให้บุคคลนั้นมาแสดงตน และแสดงหลักฐาน หากไม่มา จะปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนทันที โดยได้เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อสกัดกั้นการเปิดบัญชีม้านิติบุคคลให้เข้มงวดอย่างต่อเนื่อง และเพื่อป้องปรามและปราบปรามการกระทำผิดอย่างจริงจัง

เร่ง สกมช.อุดช่องโหว่ภัยไซเบอร์

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รมว.ดีอี สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งผลักดันการจัดทำแนวทางการดำเนินการสร้างความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้หน่วยงานของรัฐ สำหรับการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลไม่ให้เกิดการรั่วไหล การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย การตรวจสอบและประเมินผลความปลอดภัยระบบอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงบริษัทที่รับงานจากภาครัฐ ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ไซเบอร์และกฎหมาย PDPA อย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ ยังต้องเน้นการอบรมบุคลากร และผู้พัฒนาเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และภัยคุกคาม และการนำหลัก Cloud Security Standards และนโยบาย Cloud First Policy มาใช้เพื่อเสริมความมั่นคงปลอดภัยในระดับดิจิทัล รวมถึงเห็นชอบรายงานเหตุการณ์ภัยคุกคาม ผลการดำเนินการเหตุการณ์ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของประเทศ

พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ กมช. กล่าวว่า สกมช. ได้สรุปผลดําเนินงานของการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เสนอคณะรัฐมนตรีและรับทราบการเตรียมความพร้อมระบบสารสนเทศเพื่อเข้าสู่ยุคควอนตัมอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ สกมช. ได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปสร้างความความเสียหาย อาทิ การหลอกลวงประชาชนเรื่องเงินบำนาญ การแจ้งรับเงินคืนค่าประกันมิเตอร์ หรือเรื่องอื่นๆ ให้มีมาตรการป้องกันด้านความปลอดภัยของข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ตลอดจนให้หามาตรการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยน่าจะเกิดความเสียหายต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน