background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม 2569

Login
Login

‘หัวเว่ย’ มองเทรนด์ 5.5G ปลดล็อกศักยภาพ ‘Mobile AI’

‘หัวเว่ย’ มองเทรนด์ 5.5G ปลดล็อกศักยภาพ ‘Mobile AI’

“ยุคของ Mobile AI ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะนำโอกาสครั้งสำคัญมาสู่อุตสาหกรรมโทรคมนาคม และมีอิทธิพลต่อทศวรรษที่จะมาถึง”

หยาง เฉาปิง กรรมการและประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์และโซลูชันไอซีที หัวเว่ย แสดงวิสัยทัศน์ พร้อมให้ความเห็นว่า การพัฒนาเทคโนโลยี 5.5G จะเป็นปัจจัยหลักในการปลดล็อกศักยภาพของ Mobile AI

ปัจจุบัน มี 2 เทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาของเทคโนโลยี 5.5 G และ AI อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมและนำพาสู่ “ยุค Mobile AI”

เทรนด์แรก คือ “Mobile going AI” ที่บริการอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่กำลังได้รับการเปลี่ยนแปลงผ่านรูปแบบธุรกิจและบริการที่ก้าวล้ำ ส่วนเทรนด์ที่สองคือ “AI going Mobile” ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจขนาดใหญ่ผ่านบริการใหม่ๆ

ไม่ว่าจะเป็น ยานยนต์อัจฉริยะและหุ่นยนต์ โดยนายหยางระบุว่าพัฒนาเหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันและสร้างโอกาสสำคัญให้กับสังคมและอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

3 อิทธิพลอุตฯ ไอซีที

เทรนด์เหล่านี้จะมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมไอซีที ใน 3 ด้าน

  • ประการแรก ตัวแทน AI สำหรับบุคคล จะปรับโฉมบริการอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ให้เป็นไปในรูปแบบที่ทุกคนมีผู้ช่วยอัจฉริยะส่วนตัว ซึ่งหมายความว่าเครือข่ายตัวแทนAI จะต้องรองรับบริการแบบเรียลไทม์
  • ประการที่สอง การขับเคลื่อนอัจฉริยะจะปรับโฉมการเดินทาง โดยทำให้ยานพาหนะกลายเป็นพื้นที่ที่มีความยืดหยุ่นและอัจฉริยะ ซึ่งหมายความว่าเครือข่ายยานยนต์อัจฉริยะจะต้องสามารถส่งข้อมูล (uplink) ที่มีความเร็วสูง
  • ประการสุดท้าย ความอัจฉริยะที่มีการประยุกต์ใช้ทั่วไปจะถูกนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อปลดล็อกผลิตภาพใหม่และสร้างตลาด AI-หุ่นยนต์ ที่มีมูลค่า 10,000 ล้านหน่วย ซึ่งหมายความว่าเครือข่ายหุ่นยนต์ในอนาคตจะต้องมีความสามารถที่สูงขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ

พลิกโฉมวงการ 'โทรคม'

หยาง อธิบายว่า เครือข่าย 5.5G มีความสามารถในการรองรับการเชื่อมต่อ รูปแบบประสบการณ์ และบริการที่หลากหลาย ซึ่งจำเป็นสำหรับการตอบสนองต่อความต้องการใหม่ๆ ที่เกิดจากตัวแทน AI ยานยนต์อัจฉริยะ และความอัจฉริยะที่มีการประยุกต์ใช้ทั่วไป ในขณะที่เครือข่ายเหล่านี้ส่งเสริมนวัตกรรมและการพัฒนาใน 5 ด้านสำคัญประกอบด้วย

  • ประการแรก เครือข่าย 5.5G สามารถตอบสนองความต้องการด้านประสบการณ์ที่หลากหลายได้โดยการจัดเตรียมเครือข่ายที่มีแบนด์วิดท์สูง

เนื่องจากผู้ใช้งานมีความต้องการประสบการณ์ที่หลากหลายมากขึ้น จึงสามารถบูรณาการแถบคลื่นในย่านความถี่ต่ำกว่า 100 GHz ตามความต้องการ เพื่อให้สามารถส่งมอบความสามารถของเครือข่ายที่ยืดหยุ่น ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างประสบการณ์ที่มีหลายปัจจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เทคโนโลยี “0 Bit 0 Watt” ยังสามารถนำมาใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้อย่างยอดเยี่ยม

  • ประการที่สอง เครือข่าย 5.5G สามารถนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินความคุ้มค่าในการซื้ออุปกรณ์ (TCO) เนื่องจากสามารถรองรับการเชื่อมต่อไอโอทีในทุกสถานการณ์ผ่านเครือข่ายเดียวกัน

เครือข่าย 5.5G เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มจำนวนการเชื่อมต่อที่สามารถรองรับได้พร้อมกันอย่างสูงสุด นอกจากนี้ ความสามารถของเครือข่ายที่ได้รับการพัฒนา มีความสำคัญต่อการเสริมพลังให้กับอุปกรณ์และขยายการเชื่อมต่อไอโอที ไปยังทุกพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

มิติใหม่เครือข่ายในอนาคต

  • ประการที่สาม เครือข่าย 5.5G สามารถจัดเตรียมพอร์ทัลที่เป็นเอกภาพซึ่งรองรับการรับประกันประสบการณ์ที่แตกต่างกันและการสร้างรายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการจำเป็นต้องใช้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการบริการที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น เครือข่ายหลักของ 5.5G มีความสามารถในการมอบฟังก์ชันการรับรู้เกี่ยวกับผู้ใช้ บริการ และเครือข่าย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างรายได้ที่อิงตามประสบการณ์ที่แตกต่างกัน
  • ประการที่สี่ เครือข่าย 5.5G สามารถจัดเตรียมการบริการพอร์ทัลที่เป็นเอกภาพซึ่งทำให้การเข้าถึง Mobile AI มีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้นและรองรับบริการอัจฉริยะที่หลากหลาย

ผู้ให้บริการจำเป็นต้องใช้ศูนย์บริการ AI ที่มีอยู่บนเครือข่ายหลักของ5.5G เพื่อแบ่งปันความสามารถของเครือข่ายกับบุคคลที่สาม ซึ่งจะช่วยให้บริการอัจฉริยะสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่ ที่มีราคาที่สามารถเอื้อมถึงมากยิ่งขึ้น

  • ประการสุดท้าย เครือข่าย 5.5G สามารถนำโมเดลพื้นฐานด้านโทรคมนาคม (Telecom Foundation Model) มาใช้เพื่อสร้างความเป็นอิสระในระดับสูงของเครือข่ายและนำไปสู่แนวคิด “0 Touch, 0 Wait, 0 Fault”

โดยโมเดลพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ช่วยให้เครือข่ายอิสระในระดับสูงพร้อมด้วยความอัจฉริยะแบบเต็มสแต็ก (full-stack intelligence)

ผ่านการให้บริการแอปพลิเคชันสองประเภท ได้แก่ ผู้ช่วยอัจฉริยะ (copilots) และตัวแทน (agents) พร้อมด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลสามประเภท ซึ่งจะกำหนดแนวโน้มใหม่ในการดำเนินงานของเครือข่ายในอนาคต