background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘สกุลเงินดิจิทัล’ ธนาคารกลางทั่วโลก ผลกระทบต่อ ‘ระบบชำระเงิน’

‘สกุลเงินดิจิทัล’ ธนาคารกลางทั่วโลก ผลกระทบต่อ ‘ระบบชำระเงิน’

หากดูสถานการณ์การใช้เงิน CDBC ทั่วโลกแล้ว เหมือนว่าความไม่พร้อมยังมีอยู่มาก วันนี้จึงอยากกลับมาทบ ทวนสถานการณ์ล่าสุดว่าเป็นอย่างไร มีความเสี่ยง ความท้าทายอะไร มีบทเรียนอะไรจากประเทศที่ทดลองใช้ CBDC ไปแล้ว

"โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท" ที่รัฐบาลประกาศว่ามีแผนแจกให้ประชาชนปีนี้ แม้รายละเอียดยังไม่ชัดเจนว่าจะแจกเงินรูปแบบใด ช่วงแรกที่ประกาศโครงการ ระบุว่า จะใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนและเสมือนว่าอาจเป็นเงินดิจิทัลแบบใดแบบหนึ่ง แต่ต่อมาดูเหมือนว่าอาจแจก “เงินสดในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์” ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม หากเป็นสกุลเงินดิจิทัล ก็คาดว่าจะไม่ใช่ สกุลเงินคริปโทฯ (Cryptocurrency) ที่ถูกสร้างขึ้นโดยเอกชนซึ่งมีความผันผวนสูง แต่มีแนวโน้มว่าจะเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (Central Bank Digital Currency หรือ CBDC) ซึ่งมีเสถียรภาพมากกว่าและได้รับการสนับสนุนจากทางการ

แต่หากดูสถานการณ์การใช้เงิน CDBC ทั่วโลกแล้ว เหมือนว่าความไม่พร้อมยังมีอยู่มาก วันนี้จึงอยากกลับมาทบ ทวนสถานการณ์ล่าสุดว่าเป็นอย่างไร มีความเสี่ยง ความท้าทายอะไร มีบทเรียนอะไรจากประเทศที่ทดลองใช้ CBDC ไปแล้ว

CBDC คือรูปแบบหนึ่งของเงินดิจิทัลที่ออก และควบคุมโดยธนาคารกลางแต่ละประเทศ มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายควบคู่กับเงินสดและเงินฝากธนาคาร CBDC มีสองประเภทหลัก ได้แก่ CBDC แบบบัญชี (Account-based) ที่ผู้ใช้ต้องเปิดบัญชีเพื่อทำธุรกรรมและยืนยันตัวตน คล้ายบัญชีเงินฝากทั่วไป และ CBDC แบบโทเค็น (Token-based) ที่เกี่ยวข้องกับการโอนสินทรพย์ดิจิทัล ที่มีมูลค่าจากกระเป๋าเงินหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตน แต่ใช้กลไกของระบบเข้ารหัส

ปัจจุบัน มีการพัฒนา CBDC เพื่อใช้งานทั้งในระดับร้านค้าปลีก (Retail CBDC) สำหรับการชำระเงินของประชาชนทั่วไป และระดับขายส่ง (Wholesale CBDC) สำหรับการทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงิน โดย CBDC มีประโยชน์สำคัญด้านการตรวจสอบการเงินแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบธนาคารกลาง และลดต้นทุนบริการทางการเงิน นอกจากนี้ CBDCs ยังเป็นที่ยอมรับโดยประชาชนได้ง่ายกว่าเงินสกุลคริปโท เนื่องจากอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐและมีความเสี่ยงน้อยกว่า

CBDC ยังมีความท้าทายและความเสี่ยงหลายประการ

  • ประการแรก คือ ความท้าทายในการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การเข้าถึงเทคโนโลยีประชาชนบางกลุ่ม เช่น กรณี CBDC ในเอกวาดอร์ที่ต้องยุติโครงการปี 2014 เนื่องจากการนำไปใช้อย่างจำกัด
  • ประการที่สอง คือ ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากมีจุดเชื่อมต่อจำนวนมากในระบบ CBDC ที่ใช้งานทั่วไป ซึ่งอาจตกเป็นเป้าโจมตีได้
  • ประการที่สาม คือความแตกต่างของกรอบกฎหมาย และกฎระเบียบแต่ละประเทศ อุปสรรคสำคัญการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปรับกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกัน

นอกจากนี้ CBDC ยังมีความเสี่ยงด้านการเมืองและการกำกับดูแล ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนกังวลว่า รัฐบาลอาจใช้ CBDC เพื่อควบคุมพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชน เช่น กำหนดวันหมดอายุของเงิน หรือควบคุมการใช้จ่ายเฉพาะอย่าง ขณะที่ CBDC ยังอาจเอื้อต่อการหลีกเลี่ยงการใช้เงินดอลลาร์สหรัฐในการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายของจีน รัสเซีย และประเทศอื่นๆ มานาน แต่จะส่งผลกระทบต่ออำนาจของสหรัฐฯ ในฐานะผู้ออกสกุลเงินสำรองหลักของโลก

ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ทั่วโลก 134 ประเทศ กำลังศึกษาเรื่อง CBDC มี 68 ประเทศที่อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาขั้นสูงในจำนวนนี้ 19 ประเทศอยู่ในกลุ่มประเทศ G20 นอกจากนี้มี 3 ประเทศที่เปิดตัว CBDC อย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่ บาฮามาส จาเมกา และไนจีเรีย แต่มีสหภาพการเงินกลุ่มแคริบเบียนตะวันออก ซึ่งประกอบด้วย 8 ประเทศ ที่เคยออกเงิน CDBC แล้วต้องระงับการใช้ไว้ก่อนเนื่องจากมีปัญหาทางเทคนิค และกำลังพัฒนาโครงการนำร่องใหม่

ส่วนในสหรัฐอเมริกามีการชะลอตัวลงในความคืบหน้าของการพัฒนา retail CBDC นอกจากนี้ CBDC ยังกลายเป็นประเด็นในการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ผู้สมัครบางคนออกมาคัดค้าน ขณะที่ประเทศจีนซึ่งอยู่ในกลุ่มประเทศ BRICS ร่วมกับรัสเซีย บราซิล อินเดีย และแอฟริกาใต้ กำลังทดลองนำร่อง CBDC อย่างเข้มข้น และผลักดันการใช้ CBDC ในการค้าระหว่างประเทศโดยไม่ต้องพึ่งเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจีนมีโครงการนำร่อง CBDC ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีกระเป๋าเงินหยวนดิจิทัล e-CNY กว่า 260 ล้านใบใน 25 เมือง และกำลังขยายการใช้งานในต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม การใช้งานเงินหยวนดิจิทัลในชีวิตประจำวันยังไม่แพร่หลายนัก จากประสบการณ์ผู้ทดลองใช้พบว่า การสมัครบัญชียุ่งยาก และร้านค้าส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการชำระด้วยเงินหยวนดิจิทัล มีเพียงหน่วยงานรัฐบางแห่งเท่านั้นที่รองรับ ประชาชนไม่คุ้นกับเงินหยวนดิจิทัล และไม่เห็นประโยชน์ที่แตกต่างจากแอป Alipay หรือ WeChat Pay ที่ใช้อยู่นอกจากนี้ยังไม่มีฟีเจอร์ให้ถอนเงินกลับไปยังบัญชีธนาคาร สะท้อนข้อจำกัดของเงินหยวนดิจิทัลในปัจจุบัน

กล่าวโดยสรุป CBDC เป็นนวัตกรรมทางการเงินที่กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากธนาคารกลางทั่วโลก อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการเงินในอนาคต แต่การพัฒนาและใช้งานจริงยังอยู่ในขั้นตอนเริ่มต้น และต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ ทั้งการยอมรับของผู้ใช้ การปรับตัวผู้ให้บริการ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ การทำงานข้ามพรมแดน รวมถึงข้อกังวลในการควบคุมพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

ในขณะเดียวกัน CBDC ยังมีนัยทางการเมืองระหว่างประเทศที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความพยายามของจีนและชาติพันธมิตรในการใช้ CBDC เพื่อลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ และท้าทายสถานะของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อกระแสการพัฒนา CBDC ต่อไปในอนาคต

สำหรับประเทศไทย การวางแผนแจกเงินดิจิทัลของรัฐบาล ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบของเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ CBDC ก็ตาม จำเป็นต้องพิจารณาให้รอบคอบ ทั้งในด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและการกำกับดูแล การยอมรับและความเข้าใจของประชาชน รวมถึงความสอดคล้องกับกรอบกฎหมายที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้