background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

มองศักยภาพ 'ไทย' ทำไมบิ๊กเทคโลก อยากทุ่มเงินลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’

มองศักยภาพ 'ไทย' ทำไมบิ๊กเทคโลก อยากทุ่มเงินลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’

โลกยุคใหม่ที่ทุกอย่างล้วนขับเคลื่อนด้วยพลังดิจิทัล ธุรกิจต้องแข่งขันเรื่องไทม์ทูมาร์เก็ต แม้จะทราบกันดีว่าเทคโนโลยี คือ กุญแจสำคัญ และเบื้องหลังความสำเร็จ

แต่ความท้าทาย คือ ทำอย่างไร จะทำให้เครื่องมือทางเทคโนโลยี ที่เลือกมาใช้งานพร้อมตอบโจทย์ธุรกิจได้ตลอดเวลา และคำตอบของสมการนี้คือการมี “ดาต้าเซ็นเตอร์” หรือ “ศูนย์ข้อมูล” เป็นหนึ่งในตัวช่วย

ทุกวันนี้ดาต้าเซ็นเตอร์จึงมีความสำคัญกับธุรกิจในหลายมิติ หากอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ดาต้าเซ็นเตอร์ คือ สถานที่ทางกายภาพสำหรับเก็บเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ และที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่ระบบไอทีต้องการ เช่น เซิร์ฟเวอร์ ไดรฟ์พื้นที่เก็บข้อมูล รวมถึงอุปกรณ์เครือข่าย ทำหน้าที่ “จัดเก็บข้อมูลดิจิทัล” ขององค์กร 

หากถามว่า “ทำไมดาต้าเซ็นเตอร์ถึงมีความสำคัญ” นั่นก็เพราะทุกธุรกิจต้องการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เพื่อเรียกใช้เว็บแอปพลิเคชัน นำเสนอบริการแก่ลูกค้า ขายผลิตภัณฑ์ หรือเรียกใช้แอปพลิเคชันภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบัญชี ทรัพยากรบุคคล และการบริหารจัดการภายใน ฯลฯ

เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้นหรือมีสถานการณ์ที่การดำเนินงานด้านไอทีเพิ่มขึ้น ขนาดและจำนวนอุปกรณ์ที่จำเป็น ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามกัน ดังนั้นเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่จะนำอุปกรณ์ต่างๆ ไปเก็บไว้ยังสถานที่ที่เหมาะสม สามารถบริหารจัดการได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า

ที่สำคัญ มีความปลอดภัยมากกว่า เพราะนอกจากหน้าที่โดยตรงด้านการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลแล้ว ยังมีความสำคัญอย่างมากกับความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ทุกวินาทีมีคุณค่า ระบบล่มเพียงไม่นานอาจหมายถึงรายได้ที่สูญไปมหาศาล หลายธุรกิจจึงเลือกใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์จากผู้ให้บริการภายนอกเพื่อลดความเสี่ยงในส่วนนี้

อีกทางหนึ่งยุคแห่ง “AI Economy” ที่ AI และ Generative AI กลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีอิทธิพลต่ออุปสงค์ อุปทาน ขณะเดียวกันการเติบโตเชิงดิจิทัลที่เกิดขึ้นผลักดันให้ผู้ให้บริการคลาวด์และดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ มองหาศูนย์ข้อมูลเพื่อจัดตั้งฐานปฏิบัติการ

ทำไม ‘ไมโครซอฟท์’ เลือกลงทุนไทย?

การขยับตัวของ “ไมโครซอฟท์” ที่ประกาศแผนการลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย นับว่าน่าจับตามองอย่างมาก เพราะกว่า 30 ปีแล้วที่ไมโครซอฟท์เข้ามาทำธุรกิจในไทย แต่เพิ่งเป็นครั้งแรกที่เลือกลงทุนในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์

เหตุผลหลักๆ น่าจะมาจากการขยายตัวของการใช้งานคลาวด์ บริการบนดิจิทัล การเติบโตของข้อมูลดิจิทัล โดยเฉพาะการมาของเอไอ และ Generative AI ที่ต้องการความสามารถในการประมวลผลระดับสูง เช่นที่ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ถูกวางเป็นศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาค ที่จะเข้ามารองรับการให้บริการคลาวด์ในสเกลใหญ่ของไมโครซอฟท์

และต้องไม่ลืมว่า หากต้องการให้บริการลูกค้าที่มีความเข้มงวดเรื่องการจัดเก็บข้อมูล เช่น ธุรกิจการเงินการธนาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ตั้งอยู่ในประเทศย่อมมีข้อได้เปรียบมากกว่า ซึ่งไมโครซอฟท์ ไม่น่าจะมองข้ามเม็ดเงินที่มหาศาลจากการลงทุนทางเทคโนโลยีของธุรกิจกลุ่มนี้

คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า ด้วยศักยภาพของทำเลที่ตั้งรวมถึงนโยบายสนับสนุนด้านดิจิทัล ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนจากผู้ให้บริการดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก

กูเกิล - เทมาเส็ก คาดการณ์ว่า ปี 2568 มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลประเทศไทย (GMV) จะทะยานไปแตะ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ และจะมีมูลค่าประมาณ 1-1.65 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2573

บิ๊กเทคโลกแห่ลงทุนไทย

นอกจากไมโครซอฟท์ ก่อนหน้านี้บิ๊กเทคคอมพานีโลกอย่าง “กูเกิล” ได้ขยายการลงทุนคลาวด์อินฟราสตรักเจอร์ “Cloud Region” ในไทยเพื่อรองรับความต้องการบริการคลาวด์ที่เติบโตต่อเนื่อง ทั้งกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลใหม่ภายในประเทศเพื่อขับเคลื่อนบริการดิจิทัล

คาดการณ์ว่าการก่อตั้ง Cloud Region ในประเทศไทย จะช่วยยกระดับผลิตภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 4.1 พันล้านดอลลาร์แก่จีดีพีของประเทศ และสร้างงาน 50,300 ตำแหน่งในปี 2573

รวมไปถึง “อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส” หรือ “เอดับบลิวเอส” ที่ได้ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ระดับโลกในประเทศไทย “AWS Asia Pacific (Bangkok) Region” ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 1.9 แสนล้านบาทในระยะเวลา 15 ปี ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในไทยจนถึงปัจจุบัน

หากการดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการคลาวด์ต่างๆ ได้เร็วมากขึ้น ทำให้ทั้งนักพัฒนา สตาร์ตอัป และองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถเรียกใช้แอปพลิเคชันและให้บริการผู้ใช้ปลายทางจากศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ในไทย รวมถึงการเก็บข้อมูลของตัวเองไว้ในประเทศไทย ทั้งเอดับบลิวเอสยังวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นแถวหน้าของเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาค

ท้าทาย ‘นโยบาย - กฎระเบียบ’

ข้อมูลจากสมาคมดาต้าเซ็นเตอร์แห่งประเทศไทย(Thailand Data Centre Council หรือ TDCC) ระบุว่า ขณะนี้มีผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ทั้ง อาลีบาบา คลาวด์, หัวเว่ย คลาวด์, เทนเซ็นต์ คลาวด์, อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (เอดับบลิวเอส) และ กูเกิล คลาวด์ เข้ามาในประเทศไทย ดังนั้นการส่งเสริมและสนับสนุนสภาพแวดล้อมเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของดาต้าเซ็นเตอร์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ดี แม้ประเทศไทยจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของอาเซียน แต่กลับเป็นมาเลเซียและอินโดนีเซียที่มีการเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า

เนื่องจากไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านของนโยบายและกฎระเบียบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเดินหน้าไปสู่ยุค “AI Economy” ที่กำลังขยายตัว

เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยต้องรีบฉกฉวยโอกาส ต่อยอดจากข้อได้เปรียบทั้งเชิงภูมิศาสตร์ นโยบายสนับสนุนด้านดิจิทัลที่หลากหลาย ซึ่งทำให้ประเทศกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการลงทุนจากผู้ให้บริการดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก...