ดีอี-เอ็ตด้าเร่งสปีด‘ดิจิทัลไอดี’ยกระดับบริการภาครัฐเข้มต้องเสร็จปี 68

ดีอี-เอ็ตด้าเร่งสปีด‘ดิจิทัลไอดี’ยกระดับบริการภาครัฐเข้มต้องเสร็จปี 68

ฟอร์มทีมได้ระดมหน่วยงานภาครัฐกับการประชุมเชิงนโยบายแลกเปลี่ยนความเห็น ในการเข้าใช้บริการ e-Service ของภาครัฐ เผยเตรียมเร่งเครื่องผนวกการใช้ดิจิทัล ไอดีกับการให้บริการภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการพิสูจน์ยืนยันตัวตนในกลุ่ม ‘คนต่างด้าว - นิติบุคคล’

KEY

POINTS

  • ดีอีกับเอ็ตด้าต้องการผนวกการให้บริการของภาครัฐ กับ การพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (ดิจิทัล ไอดี) ให้ได้อย่างสมบรูณ์
  • ปัจจุบันการให้บริการของภาครัฐมีจำนวนทั้งหมด 3,830 บริการ คาดการณ์ว่าสามารถพัฒนาให้เป็น e-Service ได้ถึง 2,376 บริการ

  • บอร์ดีอีตั้งเป้าหมายให้ 50% ของ e-Service ของภาครัฐต้องมีการเชื่อมโยงระบบกับบริการ ดิจิทัล ไอดีภายในปี 2567 และใช้งานทั้งหมด 100% ในปี 2568 

  • การขับเคลื่อนให้เกิดการให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลครอบคลุมทั้ง กลุ่มบุคคล นิติบุคคล และบุคคลต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย

วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กล่าวว่า หนึ่งภารกิจสำคัญที่ต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น คือ การเปลี่ยนผ่านการให้บริการภาครัฐ โดยเฉพาะบริการสำคัญๆ ให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Service เพื่อให้การทำธุรกรรมทางออนไลน์  การติดต่อราชการของประชาชน มีความสะดวกสบาย รวดเร็วและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา เราพบว่า มีภาครัฐหลายหน่วยงานต่างตื่นตัวและให้ความสำคัญในการพัฒนาปรับปรุงบริการของตนเองมาอยู่ในรูปแบบดิจิทัลมากขึ้นต่อเนื่อง 

โดยประเด็นที่เราต้องเร่งส่งเสริมและต้องขับเคลื่อนไปต่อ คือ การผนวกการให้บริการของภาครัฐ กับ การพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล หรือ ดิจิทัล ไอดี เพื่อให้คนไทยเข้าถึงบริการ e-Service ของภาครัฐ ได้อย่างมั่นใจและน่าเชื่อถือด้วย ดิจิทัล ไอดีของตนเองได้อย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ให้บริการดิจิทัล ไอดีที่มาจากหน่วยงานภาครัฐหลายเจ้า หนึ่งในนั้นคือ กรมการปกครอง ผ่านบริการที่ชื่อว่า ThaID (ไทย-ดี) ที่วันนี้มีคนไทยลงทะเบียนใช้งานแล้วกว่า 13 ล้านบัญชี ภายใต้การให้บริการที่สอดคล้องกับมาตรฐานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องคู่ขนานกับการส่งเสริมและการสนับสนุนบริการโดยเอ็ตด้าตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่ร่วมกันดำเนินงาน

ซึ่งหากบริการภาครัฐนำดิจิทัล ไอดีไปใช้งาน จะก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ประโยชน์ต่อประเทศ คือ ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัล 2. ประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการช่วยให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลด้านเอกสารและลดขั้นตอนการทำงานในรูปแบบกระดาษ อีกทั้งยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและเวลาที่แต่ละหน่วยงานจะต้องพัฒนาระบบการยืนยันตัวตนด้วยตนเอง และ 3. ประโยชน์ต่อประชาชนผู้รับบริการที่สามารถเข้าถึงและรับบริการจากภาครัฐได้รวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนการจัดเตรียมเอกสารในรูปแบบกระดาษ ที่อาจเกิดความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจรั่วไหลได้

ดีอี-เอ็ตด้าเร่งสปีด‘ดิจิทัลไอดี’ยกระดับบริการภาครัฐเข้มต้องเสร็จปี 68 เขา กล่าวเพิ่มเติมว่า อนาคตของดิจิทัล ไอดีจะไม่ได้มีเพียงแค่การพิสูจน์และยืนยันตัวตนว่าเราเป็นใครเท่านั้น แต่จะผูกโยงไปถึงคุณสมบัติของบุคคลนั้นว่ามีคุณสมบัติอย่างไร โดยข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีอยู่ในหน่วยงานต่างๆ จะเชื่อมโยงกันผ่านระบบคลาวด์กลางของภาครัฐ ภายใต้โครงการ Government Data Center and Cloud Service หรือ GDCC ที่ตอนนี้คณะทำงานของกระทรวงฯ และหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันทำงานเพื่อให้เกิด Big Data และสามารถบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานกันได้อย่างเป็นระบบ เพื่อนำสู่การปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการดิจิทัลสำหรับประชาชนและเป็นข้อมูลสำคัญในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ

จิตสถา ศรีประเสริฐสุข รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) กล่าวเสริมว่า ระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล หรือ ดิจิทัล ไอดีนั้นเข้ามาช่วยส่งเสริมให้บริการออนไลน์ของทุกภาคส่วนเกิดระบบนิเวศการใช้งานที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ซึ่ง ETDA มองว่าในอนาคตการใช้งานดิจิทัล ไอดีเพื่อเข้าสู่บริการ e-Service ของภาครัฐจะแพร่หลายมากขึ้นแน่นอน เนื่องจากความสะดวกในการใช้งานที่ไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตนซ้ำซ้อนในหลายระบบ ภายใต้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล ไอดีซึ่งมีความน่าเชื่อถือ ภายใต้การกำกับและดูแลของ ETDA ในฐานะ Regulator หรือหน่วยงานที่ควบคุมดูแลธุรกิจบริการ ดิจิทัล ไอดีซึ่งครอบคลุมทั้งการส่งเสริมประสิทธิภาพของระบบการให้บริการให้มีความสอดคล้องตามมาตรฐานสากล มีความมั่นคงปลอดภัย มีการบริหารจัดการความเสี่ยงของระบบ รวมถึงตระหนักถึงสิทธิ หน้าที่และมาตรฐานในการดูแลผู้ใช้บริการ

ดีอี-เอ็ตด้าเร่งสปีด‘ดิจิทัลไอดี’ยกระดับบริการภาครัฐเข้มต้องเสร็จปี 68 ปัจจุบันการให้บริการของภาครัฐมีจำนวนทั้งหมด 3,830 บริการ คาดการณ์ว่าสามารถพัฒนาให้เป็น e-Service ได้ถึง 2,376 บริการ โดยมีบริการที่พัฒนาแล้ว 1,626 บริการ จาก 115 หน่วยงาน และยังมีอีก 750 บริการ จาก 75 หน่วยงานที่ยังไม่ได้พัฒนาเป็น e-Service โดยเป้าหมายการผลักดันให้เกิดการใช้ ดิจิทัล ไอดีเพื่อเข้าถึงบริการ e-Service ของภาครัฐ 

โดยคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ บอร์ดีอีตั้งเป้าหมายให้ 50% ของ e-Service ของภาครัฐต้องมีการเชื่อมโยงระบบกับบริการ ดิจิทัล ไอดีภายในปี 2567 และใช้งานทั้งหมด 100% ในปี 2568 โดย ETDA มีหน้าที่ผลักดัน ประสาน และให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ ในทุกภาคส่วน

เธอ กล่าวต่อว่า กลไกขับเคลื่อนการใช้ดิจิทัล ไอดีในบริการ e-service ของภาครัฐของ ETDA จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การเตรียมความพร้อมโดยหน่วยงานภาครัฐเอง โดย ETDA จะช่วยประเมินความพร้อมของหน่วยงาน พร้อมจัดตั้งทีม ETDA Digital Clinic เป็นการชั่วคราว สำหรับหน่วยงานภาครัฐที่มีบริการ e-Service และต้องการใช้งานดิจิทัล ไอดีเพื่อให้เขาได้เข้ามาขอคำปรึกษา รวมถึงเตรียมจัด Workshop เพื่อให้ความรู้ ไปจนถึงการประสานงานให้ความช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐ

ส่วนที่สอง คือ การขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ซึ่ง ETDA ได้มีกรอบการขับเคลื่อนการให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลประเทศไทยระยะที่ 1 (พ.ศ. 2565 – พ.ศ. 2567) 

โดยหนึ่งในกลยุทธ์หลักคือ การขับเคลื่อนให้เกิดการให้บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลครอบคลุมทั้ง กลุ่มบุคคล นิติบุคคล และบุคคลต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อให้การพิสูจน์และยืนยันตัวตนช่วยให้การดำเนินธุรกรรมต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนความซับซ้อนในการยืนยันตัวตน อีกทั้งยังลดโอกาสความผิดพลาดด้านเอกสาร และป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล  ETDA จึงได้ร่วมกับ กรมการกงสุล กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง