background-default

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม 2569

Login
Login

‘บลูบิค’ เดินเกม Synergy ชิงธงสมรภูมิ ‘ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน’

‘บลูบิค’ เดินเกม Synergy ชิงธงสมรภูมิ ‘ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน’

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ภาพรวมการลงทุน “ดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน” ในตลาดโลก รวมถึงประเทศไทยยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่องแบบ “ดับเบิล ดิจิต” 

พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันครบวงจร เปิดมุมมองว่า ปี 2567 แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคธุรกิจ แต่ความต้องการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันยังคงเติบโต

ปัจจัยบวก มาจากการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการเลือกใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์เทรนด์การทำธุรกิจ เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน ลดความเสี่ยง ค่าใช้จ่าย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตได้ในระยะยาว

ปีนี้เทรนด์เทคโนโลยีที่มาแรงมากที่สุดยังคงเป็นเอไอ โดยเฉพาะ Generative AI ซึ่งได้เห็นว่ามีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมารายสัปดาห์ และที่จะเติบโตอย่างมากคือ ไซเบอร์ซิเคียวริตี้ โดยภาพรวมมีการคาดการณ์ว่าการลงทุนด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในประเทศไทยจะเติบโตราว 11%

ลุยขยายฐานลูกค้า 360 องศา

สำหรับบลูบิค แนวทางธุรกิจ ปี 2567 มุ่งขยายฐานลูกค้าแบบ 360 องศา ครอบคลุมทั้งลูกค้าขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทั้งในและต่างประเทศ ต่อยอดแผนการซีนเนอร์ยีการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทในเครือที่สร้างความสำเร็จได้อย่างมากในปีที่ผ่านๆ มา โดยเชื่อว่าธุรกิจที่ปรึกษายังอยู่ในช่วงขาขึ้นสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง

“สำหรับธุรกิจที่ปรึกษา การแข่งขันกับรายใหญ่จากต่างชาติ ต้องสร้างจุดต่าง วางตำแหน่ง เป้าหมาย และกลยุทธ์ที่ชัดเจน”

ด้านกลุ่มเป้าหมาย ปักหมุดตลาดที่มีศักยภาพเติบโตสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มโฟกัสตลาดภาครัฐ และมุ่งใช้ประโยชน์จากบริษัทในเครือเพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่ม ผนวกกับแนวโน้มการลงทุนด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันทั่วโลกยังเติบโตถึง 10% หรือราว 2.51 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้

บลูบิคมีการปรับแผนการดำเนินงานเพื่อให้สอดรับกับการพิจารณาใช้งบประมาณที่เคร่งครัดมากขึ้นของลูกค้า โดย 6 ปัจจัยบวกที่จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบลูบิค ประกอบด้วย 1. แผนบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทย่อยในเครือ เพื่อสร้าง Economy of Scale รวมถึงการเพิ่ม Employee Utilization Rate ของพนักงาน พร้อมทำ Cross-Selling และ Up-Selling ขยายการให้บริการพร้อมผลิตภัณฑ์ผ่านฐานลูกค้าของแต่ละบริษัทในเครือ

2. แผนการเพิ่มรายได้ In-Organic Growth รวมถึงการมองหาดีล M&A ใหม่ๆ เพื่อเสริมแกร่งและใช้ประโยชน์จากเครือข่ายของบริษัทย่อย พร้อมเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้น

ปักธง ‘ดิจิทัล อีโคซิสเต็ม’

ขณะที่ 3. แผนขยายตลาดต่างประเทศ มุ่งเน้นเจาะตลาดที่มีศักยภาพสูง อาทิ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเติบโตต่อเนื่อง 4. ต่อยอดการเติบโตของบริการหลักจากเทรนด์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Agile เพื่อสร้าง Hyper Scaling ให้กับองค์กรที่ต้องการสร้างดิจิทัลอีโคซิสเต็มที่มีความยืดหยุ่นสูง และรองรับการเปลี่ยนแปลงของความต้องการทางธุรกิจได้ทุกแง่มุม  การมาของ Generative AI ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถให้กับองค์กรในปัจจุบัน

รวมไปถึง เทรนด์การโจมตีทางด้านไซเบอร์ ที่รุนแรงขึ้นจนสร้างความเสียหายให้กับธุรกิจ ที่คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 70% ทั่วโลก ระหว่างปี 2566 - 2571

นอกจากนี้  5. ปัจจัยบวกจากการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มปีเพิ่มเติม จากบริษัท วัลแคน ดิจิทัล เดลิเวอรี่ จำกัด (BBVC) และบริษัท อินโนวิซ โซลูชั่นส์ (Innoviz) ที่คาดว่าจะได้รับอนุมัติในครึ่งปีหลังของปีนี้ และ 6. ส่วนแบ่งกำไรปี 2567 เพิ่มขึ้นจากการถือครองหุ้นเพิ่มใน Innoviz จากเดิม 55% (ณ สิ้นปี 2566) เป็น 85% โดยกระบวนการซื้อขายหุ้นเพิ่มคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนก.พ.นี้

ซีอีโอบลูบิคเผยว่า นับวันเผยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมก็ยิ่งมีความซับซ้อนและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการให้บริการที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันแบบครบวงจรของบลูบิคถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน

ยิ่งไปกว่านั้น แผนการข้างต้นไม่เพียงจะสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการ ยังทำให้บลูบิคสามารถรับงานขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน รวมถึงการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศที่มีศักยภาพได้มากขึ้น

ตั้งเป้า ‘ทำนิวไฮ’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

สำหรับผลประกอบการประจำปี 2566 เติบโตสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ โดยมีกำไรสุทธิแตะ 303 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้อยู่ที่ 1,313 ล้านบาท โต 133% เป็นผลมาจากความต้องการด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันที่ยังเติบโตต่อเนื่อง

แสดงให้เห็นชัดเจนผ่านการเติบโตในส่วนงานด้านบริการที่ปรึกษาเชิงลึกด้านดิจิทัลและพัฒนาเทคโนโลยีภายในองค์กร (Digital Excellence & Delivery) และบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง (Big Data & Advanced Analytics) รวมถึงความสำเร็จในการดำเนินแผนยุทธศาสตร์การสร้าง Synergy ระหว่างบริษัทในเครือ ที่ทำให้บริษัทฯ สามารถรับงานได้มากขึ้น

ส่วนของผลประกอบการไตรมาส 4 ประจำปี 2566 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้านี้  และมีรายได้ 372 ล้านบาท เติบโตขึ้น 11%

สำหรับ Backlog ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 มีมูลค่าราว 863 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้มาจากบลูบิค 709 ล้านบาท และบริษัทร่วมทุนอีก 154 ล้านบาท ในส่วนของบลูบิคเตรียมรับรู้รายได้ในปีนี้ 579 ล้านบาท และที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้หลังจากปี 2567 ขณะที่บริษัทร่วมทุนจะรับรู้รายได้ทั้งหมดในปีนี้

“แม้ต้องเจอกับความท้าทายหลายด้านแต่บลูบิคยังสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี ที่อยู่ในระดับสูงถึง 80% นับตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2566”

ปีนี้เชื่อมั่นว่า ผลประกอบการจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 50% ขณะเดียวกันทำนิวไฮต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ซึ่งเป็นผลมาจากอีโคซิสเต็มด้านบริการที่แข็งแกร่ง และแผนการลงทุนในธุรกิจที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันของบริษัทย่อยในเครือ