วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

ผ่าแผน ‘สตรีมมิ่งแห่งชาติ’ กสทช.จ่อรวม โอทีที ทีวีดิจิทัล ขึ้นอินเทอร์เน็ต

ผ่าแผน ‘สตรีมมิ่งแห่งชาติ’ กสทช.จ่อรวม โอทีที ทีวีดิจิทัล ขึ้นอินเทอร์เน็ต

ผ่าแผน ‘สตรีมมิ่งแห่งชาติ’ กสทช.จ่อรวม 'โอทีที ทีวีดิจิทัล' อยู่บนเน็ตทั้งหมด รับไลเซ่นทีวีดิจิทัลหมดปี 72 ดึง 'เอไอ' คุมเนื้อหา หวังเม็ดเงินโฆษณาหมุนเวียนในประเทศ ​

จับตาการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรม 'ทีวีดิจิทัล' หลังไลเซ่นหมดอายุ ปี 2572 'กสทช.' ฉายภาพฉากทัศน์ใหม่ช่วงเปลี่ยนผ่าน คาดเหลือช่องทีวีรอดไม่เกิน 5 สถานี  ปิดจุดเสี่ยง “จำนวนคลื่นทีวีดิจิทัล' น้อยลงจากเทรนด์โลกหลัง ‘ไอทียู’ ให้โอนคลื่นความถี่ทีวีไปให้บริการโทรคมนาคม เร่งถกผู้ผลิต สมาคมโฆษณา ผุดไอเดีย “แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ” บูรณาการช่องให้อยู่ระบบเดียวกัน ดึง “เอไอ” มอนิเตอร์เนื้อหาหวังเม็ดเงินโฆษณาหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ

นับถอยหลังใบอนุญาติ ‘ทีวีดิจิทัล’ ที่จะสิ้นสุดลงในปี 2572 ท่ามกลางความร้อนแรงของแพลตฟอร์มโอทีที (Over the top) หรือการให้บริการเนื้อหา ภาพยนต์ รายการโทรทัศน์ ผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ที่กำลังกลายเป็นช่องทางหลักการเสพเนื้อหาคอนเทนต์ด้านต่างๆ พฤติกรรมการเสพสื่อของคนไทยที่เปลี่ยนไป กระทบต่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผ่าแผน ‘สตรีมมิ่งแห่งชาติ’ กสทช.จ่อรวม โอทีที ทีวีดิจิทัล ขึ้นอินเทอร์เน็ต

 

นางสาวพิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า การส่งเสริมอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในช่วงเปลี่ยนผ่าน (ออนไลน์ ไมเกรชั่น) สู่การกำหนดแนวทางทีวีดิจิทัลหลังปี 2572 ภายใต้โครงการศึกษาฉากทัศน์กิจการแพร่ภาพกระจายเสียงฯ หลังสิ้นสุดใบอนุญาต ในปี 2572 เพื่อประกอบการวางแนวทางและนโยบายรองรับกิจการโทรทัศน์ในอนาคตนั้น กำลังอยู่ระหว่าง "กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง"

โดยขณะนี้ กสทช. ได้ริเริ่มและเป็นตัวกลาง ในการเปิดเวทีหารือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของต้นแบบ "แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ" ที่จะบูรณาการเนื้อหาจาก "ช่องโทรทัศน์ภาคพื้นดิน โฆษณา และ ข้อมูลผู้บริโภค" ให้อยู่ในระบบเดียวกัน และบริหารจัดการบริการเสริมที่วิ่งบนโครงข่าย (Over the top : โอทีที) ที่ถือเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาเป็นช่องทางในการเผยแพร่เนื้อหาสำคัญและกำลังได้รับความนิยม

ดึงเม็ดเงินจากโฆษณาเข้าอุตฯ

นางสาวพิรงรอง กล่าวว่า ที่ผ่านมา กสทช.จัดเวทีหารือร่วมกับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล สมาคมโฆษณา ผู้ให้บริการในกิจการโทรคมนาคม และผู้ผลิตสมาร์ททีวี ทั้งได้เสนอให้มีโครงการต้นแบบศึกษาความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ โดยจะเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยและพัฒนาบริการพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ ยูโซ่

ทั้งนี้ มองว่า อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ยังจะมีความเสี่ยงเรื่อง "จำนวนคลื่นความถี่" ที่อาจไม่เพียงพอ ทั้งจากเทรนด์โลกซึ่งกำหนดโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ให้มีการโอนคลื่นความถี่ที่ใช้งานโทรทัศน์ส่วนหนึ่ง ไปให้บริการโทรคมนาคม ทำให้คลื่นความถี่ที่ใช้งานในระบบทีวีดิจิทัลปัจจุบันหายไปกว่า 35%

นอกจากนี้ การมาถึงของเทคโนโลยี 4K ซึ่งเป็นระบบภาพคมชัดยิ่งกว่า จะเพิ่มปริมาณการใช้งานคลื่นในการแพร่ภาพมากยิ่งขึ้น มีการประเมินกันว่าคลื่นความถี่สำหรับบริการโทรทัศน์ประเทศไทยซึ่งใช้งานปัจจุบันระหว่างคลื่นความถี่ 470 -690 เมกะเฮิรตซ์นั้น น่าจะเพียงพอสำหรับการใช้งานของสถานีทีวีดิจิทัลที่ออกอากาศด้วยเทคโนโลยี 4K เพียง 3-5 ช่องเท่านั้น จากปัจจุบันที่มีจำนวนทีวีดิจิทัลทั้งสิ้น 25 ช่อง ซึ่งอนาคตแพลตฟอร์มดิจิทัลใหม่ๆ เช่น วีดีโอ ออน ดีมานด์ และ วีดีโอ แชร์ริง เซอร์วิส จะขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติ จะเป็นตัวกลางรวบรวม ทั้งคอนเทนต์โฆษณา และข้อมูลผู้บริโภค ช่วยให้การไหลเวียนของเงินโฆษณาอยู่ในประเทศ แทนที่จะออกไปที่โกลบอล เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้แพลตฟอร์มต่างชาติได้ค่าโฆษณาไปหมด และแพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติดังกล่าว จะรองรับการออกอากาศสดแบบเรียลไทม์ พร้อมกับการออกอากาศผ่านระบบดิจิทัลเท่านั้น ขณะนี้ พบว่า แต่ละช่องทีวีดิจิทัลเลือกใช้แพลตฟอร์มกระจัดกระจายและไม่มีการรวมศูนย์ ยากแก่การวัดเรตติ้งซึ่งนำไปสู่การซื้อโฆษณา"

จับตาสหราชอาณาจักรนำร่อง

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพลตฟอร์มสตรีมมิงแห่งชาติในต่างประเทศ ได้เริ่มใช้แล้วที่สหราชอาณาจักร โดยสถานีโทรทัศน์บริการสาธารณะรายใหญ่ในอังกฤษจำนวน 4 ช่อง ได้แก่ BBC, itv, ช่อง 4 และช่อง 5 ที่ มียอดผู้ชมประมาณ 40% ของทั้งประเทศ ได้ร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เรียกว่า “Freely” มีกำหนดเปิดตัวในปี 2567

โดยจะมีการติดตั้งแพลตฟอร์มนี้ไว้ในสมาร์ททีวีรุ่นต่อไป ไม่ต้องใช้ set-top box ซึ่งคาดว่า จะมีคอนเทนต์ช่องฟรีทีวี 50% และช่องวีดีโอ ออน ดีมานด์ 50% เนื่องจากผู้ชมดูคอนเทนต์ออนไลน์เพิ่มขึ้น แต่ยังคงต้องการเข้าถึงประสบการณ์ถ่ายทอดสดทางทีวีอยู่ ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบการออกอากาศไปอยู่ในรูปแบบบริการสตรีมมิงผ่านอินเทอร์เน็ตเพราะมีครัวเรือนประมาณ 4 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็น 15% ที่ไม่มีเสาอากาศ สายอากาศ หรือจานดาวเทียมเพื่อดูทีวี แต่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อดูคอนเทนต์ต่างๆ

ออกอากาศในแบบไฮบริด

นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบ DVB-I นำร่องทดลองใช้ในเยอรมัน และหากสำเร็จจะมีความเป็นไปได้ ที่จะนำมาใช้ในสหภาพยุโรป ระบบ DVB-I เป็นการรวบรวมช่องรายการที่ออกอากาศผ่านโครงข่ายในรูปแบบต่างๆ มาลิสต์รวมไว้ในที่เดียวกัน เช่น ผ่านการออกอากาศภาคพื้นดิน (Digital Terrestrial Television: DTT), ผ่านดาวเทียม,ผ่านสายอากาศ และผ่านทางอินเทอร์เน็ต (HTML)

โดยผู้ชมจะได้ประสบการณ์การรับชมเหมือนเช่นเดิม กรณีที่สายอากาศเสีย ก็สามารถรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตได้แต่การใช้สายอากาศก็ยังคงมีความจำเป็น เพราะบางรายการยังออกอากาศผ่านระบบภาคพื้นดินเท่านั้น ทำให้ต้องเสียบสายอากาศค้างไว้ตลอดเวลาเพื่อรับสัญญาณโทรทัศน์

ทั้งนี้ ข้อดีของระบบ DVB-I คือ 1. สามารถลิสต์ลำดับรายการสำคัญ 2. รับชมรายการของแต่ละภูมิภาค โดยการส่งสัญญาณภาคพื้นดินจากส่วนภูมิภาค/ท้องถิ่นนั้นๆ 3. รับชมรายการเฉพาะกิจ (Part-time Service) เพราะไม่ต้องพึ่งพาช่องรายการประจำ แต่สามารถเพิ่มช่องใหม่ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ และ 4. มี Dynamic Playlists คือ สามารถเพิ่มลดจำนวนลิสต์ช่องรายการได้ เนื่องจากคลื่นความถี่เพื่อใช้ออกอากาศภาคพื้นดินมีอยู่อย่างจำกัด

ดังนั้น การใช้ระบบไฮบริดโดยใช้การออกอากาศรายการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตควบคู่ไปด้วย ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาคลื่นความถี่เพียงอย่างเดียว และเมื่อมีรายการถ่ายทอดสด เช่น การถ่ายทอดกีฬาระดับโลกเพียงบางวัน ก็สามารถกำหนดให้มีช่องรายการนั้นขึ้นมาเฉพาะกิจก็ได้ เมื่อการแข่งขันจบลง ก็สามารถลบช่องรายการนั้นออกไปได้ จึงไม่จำเป็นต้องมีลิสต์ช่องรายการจำนวนมากที่สร้างความสับสนในการใช้งานให้กับผู้ชม

ดัน‘เอไอ’มอนิเตอร์เนื้อหา

ขณะเดียวกัน ส่วนการกำกับเนื้อหาและส่งเสริมรายการคุณภาพนั้น กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ยังมีโครงการส่งเสริมการกำกับเนื้อหาโดยใช้เอไอ และการมอนิเตอร์เนื้อหาผ่านระบบการสะสมโซเชียลเครดิต (social credit) เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการที่ทำเนื้อหาที่ดี หรือไม่มีการละเมิดกฎหมายหรือเงื่อนไขใบอนุญาต และเป็นประโยชน์กับสังคมให้สามารถสะสมคะแนนได้อย่างเป็นระบบ และในแต่ละปีจะมีการประเมินเพื่อให้รางวัลซึ่งอาจเป็นการลดค่าธรรมเนียมหรือรางวัลในรูปแบบอื่นๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการผลิตเนื้อหาที่ดี ไม่ใช่เน้นแค่ยอดผู้ชม

นางสาวพิรงรอง ยังกล่าวถึงแนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มทีวีออนไลน์หรือ โอทีที ว่า ภายใต้ พ.ร.ฎ.ควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ ซึ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 21 ส.ค.2566 ที่ผ่านมา กสทช.มีขอบเขตอำนาจในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มทีวีออนไลน์ โดยมีแนวทางกำกับดูแลครอบคลุมการปกป้องเด็กและผู้บริโภค, ปิดกั้นภาพโป๊ เปลือย อนาจาร, อาหารและยาที่ต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) และคุ้มครองข้อมูลของผู้บริโภคภายใต้หลักการของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลหรือ พีดีพีเอ

เร่งปรับปรุงประกาศฯให้ทัน

ขณะที่ ในปีที่ผ่านมาได้ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้ทันสมัย และการส่งเสริมสนับสนุนกิจการโทรทัศน์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีหลายโครงการที่ต้องหยุดชะงัก เพราะรอการบรรจุวาระเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช.

โดยกสทช.ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้ยกตัวอย่างโครงการและการดำเนินงานในกลุ่มนี้ ได้แก่ 1. สำหรับแนวทางการกำกับดูแลเพื่อรองรับการหลอมรวมในมิติต่างๆ การพิจารณานำบริการเสริมบนโครงข่ายโอทีที ที่ให้บริการแพร่ภาพและกระจายเสียงเข้าสู่ระบบการกำกับดูแล ได้มีการจัดทำ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง การให้บริการแพร่เสียงแพร่ภาพผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตซึ่งจะระบุหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลโอทีทีดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยเน้นการกำกับดูแลเท่าที่จำเป็นขั้นตอนต่อไปคือการนำร่างประกาศนี้ไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ แต่ภายหลังจากที่เสนอเพื่อบรรจุวาระเข้าที่ประชุม กสทช. ต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือร่วมกับผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (เอ็ตด้า) แล้วในทุกขั้นตอน ซึ่งขั้นต่อไปคือการนำร่างประกาศฯ ไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ จึงจะเดินหน้าต่อไปได้ ในระหว่างนี้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มแพร่เสียงแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ตจึงต้องไปแจ้งข้อมูลกับ เอ็ตด้าไปก่อน

2. ในด้านการสนับสนุนการผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพและป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งมีแนวทางการสนับสนุนรายการสำหรับเด็กและเยาวชน รายการที่ส่งเสริมความหลากหลายในสังคม รายการเกี่ยวกับวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของท้องถิ่น และรายการที่มีศักยภาพในการผลิตร่วมกับต่างประเทศนั้น ได้จัดทำและเสนอ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การสนับสนุนการผลิตรายการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ประกาศฯ ตามมาตรา 52) ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเรียบร้อยแล้ว เข้าบรรจุวาระที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2566 แต่ต่อมาประธาน กสทช. มีบันทึกสั่งการลงวันที่ 30 ต.ค. 2566 ให้สำนักงานหารือประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนฯ ในการสนับสนุนตามร่างประกาศฯ ก่อนเสนอบรรจุวาระการประชุมต่อไป

3. ในการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ เพื่อทำหน้าที่จัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ และควบคุมการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพกันเองภายใต้มาตรฐานทางจริยธรรม ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน คือ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของผู้รับใบอนุญาต ผู้ผลิตรายการ และผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนเกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2566 ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 แล้ว แต่ประธาน กสทช. ยังไม่บรรจุวาระ โดยสั่งการให้สำนักงานหารือประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนฯ ในการสนับสนุนตามร่างประกาศฯ ก่อนเสนอบรรจุวาระการประชุมต่อไป

4. มีการปรับปรุงประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์การส่งเสริมชุมชนที่มีความพร้อม และสนับสนุนผู้ประกอบกิจการบริการชุมชนที่มีคุณภาพ โดยมุ่งหมายให้มีการส่งเสริมชุมชนที่มีความพร้อมให้เป็นผู้มีคุณสมบัติในการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ และสนับสนุนผู้ประกอบกิจการบริการชุมชนที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุม ทั้งในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เพื่อให้สามารถเป็นสื่อกลางในการสร้างการมีส่วนร่วมและเกิดความเข้มแข็งในชุมชนได้อย่างยั่งยืน ร่างประกาศดังกล่าวก็อยู่ระหว่างรอบรรจุวาระเข้าที่ประชุม กสทช. เช่นกัน