Hybrid Working ท้าทายวิถีใหม่ โลกแห่งการทำงาน

Hybrid Working ท้าทายวิถีใหม่ โลกแห่งการทำงาน

ผลสำรวจโดย “จาบร้า” ระบุว่า พฤติกรรมการทำงานของคนยุคใหม่มีความผสมผสานกันอย่างมาก จากการสำรวจพบว่าพนักงานที่ทำงานแบบระยะไกลมีอยู่ 10% ทำงานที่ออฟฟิศแบบฟูลไทม์ 42% ขณะที่แบบไฮบริดมีอยู่กว่า 48%

หากเทียบกับปีที่ผ่านมา การทำงานระยะไกลลดลงประมาณ 9% ทำงานที่ออฟฟิศแบบฟูลไทม์เพิ่มขึ้น 5% ทว่าการทำงานแบบไฮบริดเพิ่มขึ้น 3%

อารังเซบ คาน รองประธานอาวุโส ระบบแสดงผลภาพอัจฉริยะ จาบร้า (Jabra) ผู้ให้บริการนวัตกรรมด้านเสียงส่วนบุคคลและโซลูชั่นสำหรับธุรกิจองค์กร เปิดมุมมองว่า การทำงานแบบไฮบริดยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่น่าสนใจเมื่อต้องทำงานร่วมกันพนักงานส่วนใหญ่ต้องการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม

ข้อมูลระบุว่า พนักงาน 59% มีความรู้สึกว่าการได้มีส่วนร่วมปฏิสัมพันธ์ต่อกันไม่ว่าจะเป็นแบบออฟไลน์หรือออนไลน์มีส่วนสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงาน

เมื่อต้องแสดงความคิดเห็นหรือเสนอไอเดียใหม่ๆ 33% บอกว่ารู้สึกสะดวกมากกว่าเมื่อประชุมผ่านวีดิโอ 43% รู้สึกไม่ต่างกัน และ 24% รู้สึกสะดวกมากกว่าเมื่อประชุมแบบพบตัวจริง

อย่างไรก็ดี โดยภาพรวม 64% มีความเห็นว่า การประชุมที่ได้เห็นหน้าและได้ยินเสียงไม่ว่าจะแบบออนไลน์หรือออฟไลน์ทำให้รู้สึกน่าเชื่อถือได้มากกว่า

ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ลุยตลาดไทย

คานเผยว่า ในทิศทางที่สอดคล้องกันเทรนด์การทำงานแบบไฮบริดผลักดันให้ความต้องการการลงทุนอุปกรณ์และโซลูชันด้านการประชุมออนไลน์เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจากหลายๆ องค์กรแม้ว่าจะให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศตามปกติมากขึ้นแล้ว แต่ได้มีการปรับรูปแบบการทำงานมาเป็นแบบไฮบริดเพื่อความยืดหยุ่น ตอบโจทย์การทำงานแบบ “Flexible Working” ของคนรุ่นใหม่ ซึ่งพนักงานมีทางเลือกที่จะทำงานได้จากทั้งที่บ้านและออฟฟิศ

รวมทั้งสามารถนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในการติดต่อสื่อสารเพื่อการทำงานมากขึ้น ทำให้องค์กรมองหาโซลูชันห้องประชุมที่รองรับการทำงานระยะไกลและจัดการกับอุปกรณ์ส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาและข้อจำกัดที่ผ่านมาที่บางครั้งรับสัญญาณเสียงได้ไม่ชัดเจน ภาพและวีดิโอออกมาไม่เป็นธรรมชาติ 

การสำรวจทั่วโลกพบว่า มีพนักงานเพียง 15% เท่านั้นที่บอกว่าห้องประชุมที่ออฟฟิศทั้งหมดรองรับการประชุมผ่านวีดิโอแล้ว มีห้องประชุมกว่า 80 ล้านห้องที่ยังไม่ติดตั้งหรือเสริมอุปกรณ์ที่รองรับการประชุมผ่านวีดิโออย่างเต็มรูปแบบ

ล่าสุดจาบร้า เปิดตัว “Jabra PanaCast 50 Video Bar System” โซลูชันวีดิโอคอนเฟอเรนซ์อัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Jabra PanaCast 50 โดยไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่นำมาเปิดตัวและทำตลาด

ครั้งนี้มาพร้อมความล้ำหน้ากว่าเดิม สามารถตอบโจทย์เทรนด์การทำงานแบบยืดหยุ่นได้ดีมากขึ้น มีความสามารถในการรองรับการใช้งานร่วมกับ Microsoft Teams Rooms และ Zoom Room บนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

พร้อมเทคโนโลยีเอไออัจฉริยะ เพื่อยกระดับประสบการณ์การทำงานแบบไฮบริดที่ช่วยให้สามารถทำงานได้จากที่บ้านและออฟฟิศได้อย่างราบรื่น สะดวกสบาย และทำให้การประชุมมีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ผู้เข้าประชุมจะอยู่นอกสถานที่ หรือคนละซีกโลก ก็มีส่วนร่วมในการประชุมได้

ตอบโจทย์การทำงาน ‘ไฮบริด’

สถาพร สัมภวะผล ผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน ส่วนธุรกิจองค์กร จาบร้า กล่าวเสริมว่า แม้สถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลง แต่ลูกค้าจำนวนมากยังคงขยายการลงทุนโซลูชันวีดิโอคอนเฟอร์เรนซ์ เสียง รวมถึงอุปกรณ์หูฟังสำหรับใช้งานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

“ผมได้เห็นว่าหลายบริษัทมีการรีโนเวทออฟฟิศใหม่ ลดขนาดตึกที่เช่าให้เล็กลง พร้อมปรับปรุงห้องสำหรับการประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานทำงานได้แบบไฮบริด”

สำหรับจาบร้า แนวทางการตลาดในประเทศไทยให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทำงานของลูกค้า มุ่งนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์เทรนด์การทำงานยุคใหม่และไลฟ์สไตล์ของคนทำงานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะวิถีการทำงานแบบยืดหยุ่นซึ่งยังคงเป็นเทรนด์ที่มาแรง วันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการที่จะเข้ามาทำงานในออฟฟิศทุกวัน

ปัจจุบัน ฐานลูกค้าของบริษัทมีทั้งบริษัทต่างชาติและบริษัทในไทย มั่นใจว่าโอกาสทางการตลาดมีอยู่สูงมาก จากลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและเอกชน