background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

‘Data Economy’ น่านน้ำศก.ใหม่ ขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

‘Data Economy’ น่านน้ำศก.ใหม่ ขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคต

เอ็มไอที เทคโนโลยี รีวิว อินไซท์ คาดการณ์ว่า อนาคตอันใกล้ปริมาณข้อมูล หรือดาต้าจะเติบโตทวีคูณเสมือนห่าฝน โดยในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นถึง 175 เซตตาไบต์ (ZB) หรือประมาณ 1,000,000,000,000,000,000,000 ไบต์

นับเป็นดาต้าปริมาณมหาศาลที่เคลื่อนไหวครอบคลุมทุกสรรพสิ่งบนโลก ทั้งเรื่องการใช้ชีวิต สุขภาพ การเดินทาง การทำธุรกิจ การทำธุรกรรมหรือการเข้าถึงแหล่งคอนเทนต์ต่างๆ ตามการเติบโตของโลกดิจิทัล “ดาต้าเซ็นเตอร์” ทำหน้าที่เป็น “House of Data” ที่จัดสรรพื้นที่สำหรับจัดเก็บข้อมูล

ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมที่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท และพลวัตสูงต่อกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจออนไลน์ ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญเรื่องความเป็นส่วนตัวการปกป้องข้อมูลอย่างจริงจัง นับตั้งแต่กรณีการออกกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ GDPR ของสหภาพยุโรป ที่มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2561จนถึงการบังคับใช้กฎหมาย PDPA ของไทย

ข้อมูลจากเว็บไซต์ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development หรือ UNCTAD ระบุว่า มีถึง 137 จาก 194 ประเทศได้ออกกฎหมาย เพื่อปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวโดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนการบังคับใช้กฎหมายแล้วอยู่ที่ 57%

โอกาสท่ามกลางความท้าทาย

“ศุภรัฒศ์ ศิวะเพ็ชรานาถ สิงหรา ณ อยุธยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) เล่าว่า ผลการเปลี่ยนแปลงนี้ ส่งผลต่อการลงทุนของบริษัทข้ามชาติอย่างชัดเจน โดยยังทำให้บริษัทข้ามชาติต่างๆ ที่ดำเนินธุรกิจอยู่หันมาตั้งเซิร์ฟเวอร์ในพื้นที่เขตอำนาจศาลและปฏิบัติตามกฎหมายถิ่นที่อยู่ของข้อมูล (Data Residency Laws) ที่รัฐบาลออกกฎหมายให้องค์กรต่างๆ จัดเก็บข้อมูลในประเทศ 

ที่นอกจากดาต้าต้องถูกจัดเก็บไว้ในประเทศแล้ว ยังต้องมีการตั้งเซิร์ฟเวอร์ และสำนักงานในประเทศอย่างชัดเจนด้วย อาทิ จีน รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น ซึ่งประเทศไทย ยังไม่ได้เข้มข้นขนาดนั้น

Data Regulation ยังเป็นความท้าทายสำคัญส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการลงทุน เนื่องจากบริษัทข้ามชาติต่างๆ ยัง “สับสน” กับกฎหมายแต่ละประเทศ จึงทำให้เกิดโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า Regulation as a Services หรือ Data Residency as a Service ทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้คำปรึกษาและจัดการเรื่อง Data Privacy รวมถึงการตีความเอกสารข้อมูลให้เป็นไปตามข้อกำหนดของประเทศนั้นๆจับมือร่วมกับผู้ให้บริการระบบคลาวด์

3 แกนหลักสู่ ‘Data Economy’

ศุภรัฒศ์ สรุป 3 ปัจจัยสำคัญ ที่จะดันให้ประเทศไทยไปสู่ Data Economy ได้ เรื่องแรก คือ ความมั่นคงของชาติ (National Security) กับสิทธิปกครองของเราเองเนื่องจากไทยมีการ Consume Data อย่างมหาศาลเฉลี่ยต่อวันใช้อินเทอร์เน็ตสูงกว่า 7 ชั่วโมงสำหรับผู้บริโภคทั่วไปควรมีสิทธิ์ปกครองดาต้าของเราเอง ในขณะที่ดาต้าควรอยู่ในไทย โดยยึด Data Residency Laws ของประเทศนั้นๆ

เรื่องที่สอง หลักการความเป็นส่วนตัว สำหรับการถ่ายโอนข้อมูลส่วนตัวไปยังประเทศอื่นๆ (หรือที่เรียกว่าSafe Harbor)จะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ช่วยสร้างความมั่นใจว่าข้อมูลจะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยในบริบทการถ่ายโอนระหว่างประเทศ เป็นกรอบการทำงานเชิงดาต้าร่วมกันระหว่างประเทศ เปิดโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ และเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศคู่ค้า

เรื่องที่สาม คือ การค้าและการลงทุน (CommercialInvestment) เนื่องจาก Data is a New Oil ไม่ต่างจากพลังงาน ดังนั้นหลาย ๆ ประเทศจึงให้ความสำคัญในการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเพื่อเพิ่มการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ อาทิ ประเทศอินโดนีเซียที่ออกกฎระเบียบว่า Data จะต้องจัดทำศูนย์ข้อมูลและศูนย์กู้คืนข้อมูลสำรองภายในประเทศ และต้องอยู่ในประเทศเท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการลงทุนในประเทศเป็นหลัก

“STT GDC Thailand ในฐานะผู้นำไฮเปอร์สเกล ดาต้า เซ็นเตอร์ เข้าใจและตระหนักดี ถึงความท้าทายและโอกาสที่จะนำพาประเทศไทยเดินหน้าไปสู่น่านน้ำทางเศรษฐกิจใหม่ จึงได้สำรวจความเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลและซอฟต์แวร์ซึ่งพบว่า มาตรการส่งเสริมและหลักเกณฑ์ควบคุมต่างๆ ของภาครัฐมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนร่วมกับภาคเอกชน นอกจากนั้น การปรับนโยบายสนับสนุนเพียงเล็กน้อย ก็สามารถพาประเทศไปสู่การเป็นผู้นำใน Data Economy ที่สร้างทั้งเม็ดเงินลงทุนมหาศาลเข้าประเทศได้”

แนะรัฐจูงใจนักลงทุน

“ศุภรัฒศ์” มองว่า จากนี้ภาครัฐต้องมี “มาตรการพิเศษ” เพื่อจูงใจผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์ ให้เลือกลงทุนในประเทศไทย (เหนือกว่าทุกประเทศในทวีปเอเชีย) ต้องมีสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่ากฎหมายการส่งเสริมการลงทุนทั่วไป (ทั้งกฎหมายบีโอไอและอีอีซี)

ในส่วนของ ด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าที่เป็นทรัพยากรหลักในอุตสาหกรรมบริการดิจิทัลและซอฟต์แวร์ จากสถิติในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ใช้พลังงานในปริมาณไม่ต่างจากอุตสาหกรรมสายการบิน หรือประมาณ 2% ของการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในโลก

ดังนั้นนโยบายความมั่นคงด้านพลังงาน การสนับสนุนด้านการผลิตไฟฟ้า แรงจูงใจด้านราคาหรือการจัดสรรหาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ จึงเป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะพลังงานไฟฟ้า คือ ต้นทุนหลักของสรรพสิ่งในดิจิทัล

ด้านการปรับกฎหมายหรือกฎระเบียบให้ชัดเปลี่ยนจากการกีดกันตั้งแต่แรกเริ่ม เป็นกำหนดแนวทางควบคุมการประกอบกิจการ นอกจากส่งเสริมและยังช่วยผลักดันอุตสาหกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกันหลากหลาย อาทิ Data Center, Automated E-Commerce, Industrial Park, E-Medical, Tourism และ 5G Smart Farming แน่นอนว่า ช่วยสร้างรายได้จากการลงทุนใหม่ให้ประเทศไทยได้มหาศาล

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีคือ ฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผลักดัน Data Economy ประกอบด้วยเอไอ คลาวด์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย (Security Technology )รวมถึง โทเคนไนซ์เซชั่น ที่เป็นการผสมผสานความสามารถของเทคโนโลยีบล็อกเชนบวกกับคริปโทเคอร์เรนซี่อันนำไปสู่การสร้าง Property & Real Estate สมัยใหม่ ที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

“ถ้าประเทศไทยไม่เริ่มเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก Data ตรงนี้ จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสด้านการลงทุนใหม่ๆในมุมกฎหมายและการจัดทำนโยบายของภาครัฐ สามารถปรับได้ แต่ต้อง สมดุล และ ทันสมัย เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลให้กลายเป็นธุรกิจ S-Curve ของประเทศ โดยมี ดาต้า เซ็นเตอร์ เป็น House of Data สำคัญ เพื่อนำประเทศไปสู่น่านน้ำเศรษฐกิจใหม่"