‘ไตรรัตน์’ เผยสำนักงาน กสทช. เผชิญสุญญากาศเกือบ 2 เดือน หลังข้อพิพาทสถานะประธาน กสทช. แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ต่างยืนยันอำนาจจัดประชุม สำนักงานตกที่นั่งลำบาก ไม่อาจฟันธงมติฝ่ายใดถูกต้อง ตั้งข้อสังเกต 4 ประเด็น ทั้งอำนาจเรียกประชุม การเลือกประธาน รายงานมติ และการส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วม ย้ำต้องยึดกฎหมาย หวั่นเจ้าหน้าที่ถูกฟ้องร้องภายหลัง
KEY POINTS
- สำนักงาน กสทช. กำลังเผชิญภาวะสุญญากาศในการทำงาน เนื่องจากความขัดแย้งเรื่องสถานะของประธาน กสทช. ที่ทำให้บอร์ดแตกเป็น 2 ฝ่าย และไม่ชัดเจนว่ามติของฝ่ายใดชอบด้วยกฎหมาย
- นายไตรรัตน์ ในฐานะรักษาการเลขาธิการฯ กังวลว่าการปฏิบัติตามมติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจนำไปสู่ผลผูกพันทางกฎหมายที่ทำให้เจ้าหน้าที่ถูกฟ้องร้องหรือตรวจสอบได้ในอนาคต
- สำนักงาน กสทช. ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนทางกฎหมายในการประชุมของกรรมการเสียงข้างมากหลายประเด็น เช่น อำนาจในการจัดประชุม และกระบวนการเลือกประธาน ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามได้อย่างมั่นใจ
เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. กำลังเผชิญภาวะสุญญากาศในการทำงานมาประมาณ 2 เดือน จากข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช. ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ และความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ซึ่งต่างยืนยันว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สำนักงานตกอยู่ในภาวะลำบาก เพราะไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจว่าจะต้องดำเนินการตามมติของฝ่ายใด โดยเฉพาะมติที่อาจมีผลผูกพันทางกฎหมายและส่งผลให้เจ้าหน้าที่ถูกฟ้องร้องหรือตรวจสอบในภายหลัง
ผมไม่รู้ว่าผมจะต้องทำตัวยังไง มันเป็นเส้นบางๆ ระหว่างการทำงานของสำนักงาน กสทช. ที่จะออกซ้ายหรือออกขวา มติของบอร์ดแต่ละเรื่องมันมีคำสั่งทางปกครอง มันไม่ใช่แค่จัดวันประชุมแล้วจบ มันมีมากกว่านั้นอีกหลังจากนั้น
นายไตรรัตน์ระบุว่า ตามข้อบังคับการประชุม กสทช. การกำหนดวันประชุมและการบรรจุระเบียบวาระเป็นอำนาจของประธาน กสทช. ขณะที่มาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดให้ประธาน กสทช. กำกับดูแลสำนักงาน และให้เลขาธิการ กสทช. ขึ้นตรงต่อประธาน เมื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานยังยืนยันสถานะของตนและมีหนังสือสั่งการมายังสำนักงานอย่างเป็นทางการ สำนักงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกัน กรรมการ กสทช. อีก 6 คนก็ต้องการจัดประชุม ซึ่งสำนักงานพยายามอำนวยความสะดวกเท่าที่สามารถทำได้
อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กสทช. มีข้อสังเกตต่อการประชุมนัดพิเศษของกรรมการทั้ง 6 คนในหลายประเด็น โดยย้ำว่าจำเป็นต้องมีความชัดเจนทางกฎหมายก่อนดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นแรก อำนาจจัดประชุมและการบรรจุระเบียบวาระ สำนักงานยังไม่ทราบชัดเจนว่าการประชุมนัดพิเศษดังกล่าวอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติกฎหมายหรือระเบียบข้อใด โดยก่อนหน้านี้กรรมการทั้ง 6 คนเคยมีหนังสือแจ้งว่าจะใช้ระเบียบวาระที่ประธาน กสทช. อนุมัติไว้สำหรับการประชุมครั้งที่ 22/2569 ซึ่งเป็นวาระภายหลังคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติประธานแล้ว แต่การดำเนินการบางส่วนยังไม่เป็นไปตามที่เคยแจ้งสำนักงานไว้
ประเด็นที่สอง การเลือกประธาน กสทช. สำนักงานเห็นว่า หากกรรมการทั้ง 6 คนถือว่าประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ก็ควรดำเนินการตามมาตรา 20 วรรคห้า ซึ่งกำหนดให้กรรมการที่เหลือประชุมกันเพื่อเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ แล้วแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ แต่จนถึงขณะนี้สำนักงานยังไม่ได้รับแจ้งว่ามีการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวแล้วหรือไม่ มีเพียงการเลือกประธานสำหรับการประชุมแต่ละครั้งเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ นายไตรรัตน์เคยเสนอให้กรรมการทั้ง 6 คนลงนามร่วมกันในหนังสือฉบับเดียวเพื่อขอให้สำนักงานจัดประชุม โดยยืนยันว่าพร้อมดำเนินการให้ แต่ไม่ได้รับการตอบรับตามข้อเสนอ พร้อมมองว่าควรทำให้กระบวนการเลือกประธานคนใหม่มีความชัดเจนก่อนเข้าสู่การประชุมตามปกติ
ประเด็นที่สาม รายงานการประชุมและมติ สำนักงานระบุว่า รับทราบความคืบหน้าของการประชุมนัดพิเศษผ่านการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน แต่ยังไม่ได้รับรายงานการประชุมหรือมติที่นำส่งอย่างเป็นทางการเป็นหนังสือ จึงยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นที่สี่ การส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุม สำนักงานรับทราบว่ามีการสั่งการจากที่ประชุมให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมทำหน้าที่หรือชี้แจงข้อมูล แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการจากสำนักงาน จึงต้องพิจารณาให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
นายไตรรัตน์ย้ำว่า สำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานของรัฐ โดยเลขาธิการ กสทช. และพนักงานเจ้าหน้าที่มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา การดำเนินการทุกขั้นตอนจึงต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก และไม่อาจตัดสินใจโดยปราศจากความชัดเจนในประเด็นที่อาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายตามมา
ส่วนกระแสข่าวที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าภาวะสุญญากาศอาจนำไปสู่การออกพระราชกำหนดเพื่อยุบคณะกรรมการ กสทช. นายไตรรัตน์มองว่า พูดกันไปเรื่อยเปื่อย เป็นเพียงการคาดเดา ส่วนตัวไม่เชื่อว่าจะมีการดำเนินการดังกล่าว และเข้าใจว่า ตนเองก็คงมีคนรักและเข้าใจบทบาทตรงนี้ เสมือนคนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ





