เลขาฯกสทช.เปิดเกมคัดเลือกผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนัก 13 ตำแหน่ง ท่ามกลางข้อพิพาทสถานะ “หมอสรณ” หลังศาลปกครองกลางยกฟ้องคดีคุณสมบัติ จับตาปมอำนาจประธาน กสทช. ที่ต้องให้ความเห็นชอบ ทั้งขั้นตอนคัดเลือกและแต่งตั้ง อาจกลายเป็นปัญหาความชอบด้วยกฎหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ออกประกาศลงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 เรื่อง รับสมัครคัดเลือกพนักงานเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก จำนวน 13 ตำแหน่ง โดยกำหนดเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 19-30 ตุลาคม 2569
ประกาศดังกล่าวอ้างอิงหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกพนักงานเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมระบุว่า การเปิดรับสมัครครั้งนี้ดำเนินการ “โดยความเห็นชอบของประธาน กสทช.” ซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา ท่ามกลางข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะและอำนาจหน้าที่ของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.
โดยตำแหน่งที่เปิดรับสมัครครอบคลุมหน่วยงานสำคัญของสำนักงาน กสทช. ทั้งสายงานสนับสนุนองค์กร การตรวจสอบภายใน ติดตามประเมินผลและต่อต้านการทุจริต การทรัพยากรบุคคล การบริหารคดีและนิติการ การคลัง สำนักงาน กสทช. ภาค 1-4 รวมถึงงานกำกับดูแลเนื้อหารายการและพัฒนาผู้ประกอบการกระจายเสียงและโทรทัศน์ งานพัฒนาองค์กรวิชาชีพและส่งเสริมการบริการทั่วถึง งานวิศวกรรมและเทคโนโลยีกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ตลอดจนงานศูนย์บริการและพัฒนาทางด้านวิชาการ กสทช.
ขณะเดียวกัน ประกาศข้อ 5.3 กำหนดขั้นตอนสำคัญไว้ว่า เลขาธิการ กสทช. จะพิจารณาคัดเลือกพนักงานที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนัก ก่อนเสนอรายชื่อต่อประธาน กสทช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วจึงมีคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อไป
เท่ากับว่ากระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งผู้บริหารทั้ง 13 ตำแหน่ง ต้องผ่านขั้นตอนการให้ความเห็นชอบจากประธาน กสทช. ตามที่ประกาศกำหนด
ปมอยู่ที่ “ความเห็นชอบ” ของประธาน กสทช.
อย่างไรก็ตาม การเปิดรับสมัครครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สถานะของ นพ.สรณ ยังเป็นข้อพิพาททางกฎหมาย โดยเฉพาะหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 ยกฟ้องคดีที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งมีมติที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จากประเด็นลักษณะต้องห้ามเกี่ยวกับการรับค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงต่อเนื่องเกี่ยวกับสถานะของ นพ.สรณ ในฐานะกรรมการและประธาน กสทช. โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการดำรงตำแหน่งต่อไปได้หรือไม่ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจอนุมัติในเรื่องต่าง ๆ ของสำนักงาน กสทช.
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. โดยอ้างถึงคำพิพากษาศาลปกครองกลาง พร้อมระบุว่า ต้องถือว่า นพ.สรณ สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งมาตั้งแต่แรก และไม่ได้เป็นกรรมการ กสทช. มาแต่ต้น อีกทั้งขอให้ชี้แจงการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งอาศัยคำสั่งหรืออำนาจของ นพ.สรณ
หนังสือดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหนึ่งเงื่อนไขสำคัญที่สำนักงาน กสทช. ต้องนำมาพิจารณา โดยเฉพาะการดำเนินการใด ๆ ที่ต้องอาศัยความเห็นชอบจากประธาน กสทช. เพราะหากสถานะของผู้ให้ความเห็นชอบยังมีข้อโต้แย้ง ก็ย่อมเกิดคำถามตามมาว่าการใช้อำนาจดังกล่าวมีฐานทางกฎหมายรองรับเพียงพอหรือไม่
กางระเบียบบริหารงานบุคคล ชี้ต้องผ่านความเห็นชอบประธาน
ประเด็นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับระเบียบ กสทช. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2565 โดยข้อ 33 กำหนดให้การเลื่อนพนักงานขึ้นดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับผู้อำนวยการสำนักขึ้นไป ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ 29 วรรคสอง ซึ่งระบุให้สำนักงาน กสทช. คัดเลือกพนักงานเพื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานกำหนด โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากประธาน กสทช.
นอกจากนี้ ข้อ 29 วรรคท้ายยังกำหนดให้เลขาธิการ กสทช. ออกคำสั่งแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากประธาน กสทช. เช่นเดียวกัน
เมื่อพิจารณาประกอบกับประกาศรับสมัครลงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ซึ่งระบุชัดว่าได้รับความเห็นชอบจากประธาน กสทช. แล้ว จึงเกิดข้อสงสัยว่า ความเห็นชอบดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ หากผู้ให้ความเห็นชอบเป็นบุคคลที่ถูกโต้แย้งสถานะและอำนาจหน้าที่จากผลคำพิพากษาศาลปกครองกลาง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้การเปิดรับสมัครจะเป็นเพียงขั้นตอนเริ่มต้นของกระบวนการคัดเลือก แต่เมื่อหลักเกณฑ์กำหนดให้ต้องมีความเห็นชอบจากประธาน กสทช. ทั้งในขั้นตอนกำหนดกระบวนการคัดเลือกและการแต่งตั้ง คำถามจึงอยู่ที่ว่า หากความเห็นชอบดังกล่าวมีปัญหาทางกฎหมาย จะส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการในขั้นตอนต่อไปหรือไม่
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังต้องพิจารณาจากข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่อาจสรุปได้ว่าประกาศรับสมัครหรือการดำเนินการที่เกิดขึ้นเป็นโมฆะหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยเด็ดขาด
เปิดเกณฑ์ผู้สมัคร ต้องมีประสบการณ์บริหารไม่น้อยกว่า 3 ปี
สำหรับคุณสมบัติผู้มีสิทธิสมัคร ประกาศกำหนดให้พนักงานต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ รวมถึงมีคุณสมบัติเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง และเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนหรือเทียบเท่า หรือหัวหน้ากลุ่มงานหรือเทียบเท่า โดยสามารถนับระยะเวลาของทั้งสองตำแหน่งรวมกันได้
นอกจากนี้ ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์ด้านการบริหารในระดับส่วนงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี ในปีที่ผ่านมา ต้องได้รับการเลื่อนเงินเดือนประจำปี เว้นแต่เป็นผู้ที่มีเงินเดือนเต็มขั้นสูงสุดของตำแหน่ง รวมถึงต้องไม่อยู่ระหว่างถูกดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง ไม่อยู่ระหว่างถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ และไม่อยู่ระหว่างการถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย
ผู้สมัครยังต้องผ่านการพัฒนาในหลักสูตรที่สำนักงาน กสทช. กำหนด อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานยังไม่ได้จัดให้พนักงานเข้ารับการพัฒนาตามหลักสูตรดังกล่าว และเลขาธิการ กสทช. เห็นสมควร ก็สามารถให้ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกไปพลางก่อนได้
สำหรับขั้นตอนการสมัคร ผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและประสงค์เข้ารับการคัดเลือก ต้องยื่นเอกสารผ่านทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected] ระหว่างวันที่ 19-30 ตุลาคม 2569 โดยปิดรับสมัครวันที่ 30 ตุลาคม 2569 เวลา 16.30 น. เอกสารประกอบด้วยใบสมัครตามแบบฟอร์มแนบท้ายประกาศ รูปถ่ายหน้าตรงของผู้สมัครที่ไม่สวมหมวกและไม่สวมแว่นตาดำ ตลอดจนเอกสารแสดงผลงานหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)
ประกาศยังระบุว่า ผู้สมัครต้องตรวจสอบและรับรองคุณสมบัติของตนเอง พร้อมส่งเอกสารประกอบให้ครบถ้วนตามที่กำหนด หากไม่ยื่นเอกสารครบถ้วน หรือปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ จะถือว่าขาดคุณสมบัติและถูกตัดสิทธิจากการคัดเลือกทันทีที่ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว
ส่วนการคัดเลือก คณะกรรมการคัดเลือกจะพิจารณาคุณสมบัติ ลักษณะส่วนบุคคล สมรรถนะ ภาวะผู้นำ ผลการประเมินการปฏิบัติงานและสมรรถนะของพนักงานที่ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดได้ประเมินไว้ ตลอดจนแนวความคิดในการพัฒนาหรือปรับปรุงงานและความเหมาะสมกับตำแหน่ง ก่อนเสนอรายชื่อผู้สมควรได้รับแต่งตั้งต่อเลขาธิการ กสทช. ตามลำดับคะแนนสูงสุด เพื่อพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป





