เวิลด์แบงก์ร่วมกับ ม.ธรรมศาสตร์ เปิดมุมมองความท้าทายยุค AI ชี้ ‘Small AI’ และกลยุทธ์ ‘AI in All’ คือกุญแจสำคัญช่วยประเทศกำลังพัฒนาและภาคธุรกิจไทย เพิ่มผลิตภาพ ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับทักษะแรงงานให้แข่งขันได้ในระดับโลก
KEY POINTS
- 'Small AI' เป็นแนวทางที่เน้นการใช้งานเฉพาะด้านโดยใช้ข้อมูลและภาษาท้องถิ่น ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงประโยชน์จาก AI ได้โดยไม่ต้องลงทุนมหาศาลเหมือนโมเดลขนาดใหญ่
- ภาคธุรกิจควรเปลี่ยนจากการมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี (All in AI) ไปสู่การนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกส่วนขององค์กร (AI in All) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
- การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต้องอาศัยการปรับกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาเสริมระบบเดิม ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดแรงงานและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท
- เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับตลาดแรงงานยุคใหม่ การศึกษาต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะพื้นฐาน เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ การวิเคราะห์ และความอยากรู้อยากเห็น เพื่อให้มนุษย์สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจยุค AI กำลังเปิดโอกาสใหม่ให้ธุรกิจและแรงงานทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็กำลังสร้างโจทย์ท้าทายครั้งใหญ่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการยกระดับทักษะคน การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และการนำ AI ไปใช้เพิ่มผลิตภาพทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
เวิลด์แบงก์กรุ๊ป ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนา WBG–Thammasat Business School Youth Event: Jobs, AI, and the Next Generation เพื่อหารือความท้าทายของตลาดแรงงานยุค AI และแนวทางใช้เทคโนโลยีเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน
'Small AI' เปิดทางประเทศกำลังพัฒนา
มาเฮช อุตตัมจันดานี ผู้บริหารระดับภูมิภาคด้าน Digital & AI เวิลด์แบงก์กรุ๊ป กล่าวว่า ความท้าทายด้านการจ้างงานยังเป็นโจทย์สำคัญของหลายประเทศ แม้เทคโนโลยีมีศักยภาพช่วยเพิ่มผลิตภาพธุรกิจและสร้างโอกาสใหม่ แต่หากไม่มีแนวทางรองรับที่เหมาะสม ก็อาจขยายความเหลื่อมล้ำได้ การเปลี่ยนแปลงจึงต้องอาศัยการวางรากฐาน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัล
ปัญหาสำคัญของหลายประเทศยังคงเป็นความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน ตั้งแต่โครงข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ไปจนถึงเครื่องมือดิจิทัลและ AI
เวิลด์แบงก์ตั้งเป้าภายในปี 2573 ให้ประชาชน 600 ล้านคนเข้าถึงบริการบรอดแบนด์ใหม่หรือบริการที่มีคุณภาพดีขึ้น และอีก 400 ล้านคนเข้าถึงบริการดิจิทัล โดยปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศ
นอกเหนือจาก AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนและทรัพยากรประมวลผลมหาศาล Small AI เป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาเข้าถึงประโยชน์จาก AI โดยเน้นการใช้งานเฉพาะด้าน ตั้งแต่ภาคเกษตร การแพทย์ ไปจนถึงบริการทางการเงิน
มาเฮชกล่าวว่า ประเทศส่วนใหญ่ควรให้ความสำคัญกับกรณีใช้งาน AI ที่อาศัยข้อมูลและภาษาท้องถิ่น รวมถึงการฝึกฝนระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริง แทนการมุ่งพัฒนาโมเดล AI แนวหน้าที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก
ในอีก 5 ปีข้างหน้า ความสำเร็จของ AI ควรวัดจากการที่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ สามารถนำโซลูชัน Small AI ไปใช้ได้อย่างแพร่หลายและครอบคลุมหลายภาคส่วน
ตัวอย่างเช่น การช่วยตรวจวินิจฉัยโรคในพื้นที่ชนบท การตรวจหาโรคพืชและช่วยเกษตรกรเข้าถึงปัจจัยการผลิต ตลอดจนการลดต้นทุนการนำประชาชนที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินเข้าสู่ระบบ
ปรับกระบวนการทำงาน ปลดล็อกผลิตภาพ
สำหรับการทำให้เทคโนโลยีเกิดประโยชน์จริง จำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงาน ไม่ใช่เพียงนำ AI เข้าไปเสริมระบบเดิม
มาเฮชเปรียบเทียบกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมว่า ประโยชน์ที่แท้จริงของไฟฟ้าไม่ได้เกิดจากการนำมอเตอร์ไฟฟ้ามาแทนเครื่องจักรไอน้ำเท่านั้น แต่เกิดจากการออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ตั้งแต่ต้น
เช่นเดียวกับ AI บริษัทที่นำ AI มาใช้ในกระบวนการเดิมอาจเพิ่มผลิตภาพได้ในระดับหนึ่ง แต่บริษัทที่ปรับกระบวนการทำงานใหม่ทั้งหมดมีโอกาสสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่า โดยคนรุ่นใหม่สามารถมีบทบาทในการทบทวนวิธีทำงานแบบเดิมและออกแบบกระบวนการให้เหมาะกับเทคโนโลยีใหม่
เขายังกล่าวชื่นชมประเทศไทยที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ ซึ่งช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น
แนะใช้ AI เพิ่มขีดความสามารถธุรกิจ
ศ.ดร.ภวิดา ปานะนนท์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ โลจิสติกส์และการขนส่ง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยมีอัตราการว่างงานโดยรวมประมาณ 1% แต่กลุ่มเยาวชนอายุ 15–24 ปีมีอัตราการว่างงานสูงที่สุด ทำให้คนรุ่นใหม่เผชิญความยากลำบากในการหางานแรก
ปัญหาสำคัญมีทั้งการเข้าสู่ตลาดแรงงานครั้งแรกและความไม่สอดคล้องระหว่างทักษะที่ได้รับจากการศึกษากับความต้องการของตลาด โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำอาจเผชิญปัญหาน้อยกว่า ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้รับโอกาสเข้าถึงสถาบันการศึกษากลุ่มดังกล่าวอาจมีข้อจำกัดมากกว่า
ศ.ดร.ภวิดา มองว่า การศึกษาต้องปรับจากการเตรียมคนให้พร้อมทำงานในบริษัทขนาดใหญ่ ไปสู่การสร้างคนที่สามารถใช้ AI บริหารจัดการงานและนำเทคโนโลยีไปต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ได้
จาก All in AI สู่ AI in All
ศ.ดร.ภวิดาเสนอว่า ภาคธุรกิจไทยควรเน้นแนวคิด “AI in All” หรือการนำ AI เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพในทุกระดับงาน มากกว่ามุ่งทุ่มทรัพยากรเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้ก้าวล้ำขึ้นเพียงอย่างเดียว หรือจาก “All in AI” สู่ “AI in All”
สำหรับไทยซึ่งมีบริษัทซัพพลายเออร์จำนวนมากจากฐานการผลิตเพื่อการส่งออก AI สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นว่าผลิตภัณฑ์ของตนถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมใด และใครคือผู้ใช้ในปลายทาง ทำให้เข้าใจตลาดและตัดสินใจวางทิศทางธุรกิจได้ดีขึ้น
ขณะเดียวกัน AI ยังช่วยตรวจสอบย้อนกลับไปถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต เพิ่มการมองเห็นตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Visibility) ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศที่มีบทบาทเป็นฐานการผลิตและผู้ส่งออก
อย่างไรก็ดี แม้ภาครัฐไทยให้ความสนใจกับการพัฒนาอุตสาหกรรม AI Stack เช่น เซมิคอนดักเตอร์และชิป แต่สำหรับไทยซึ่งมีบทบาทสำคัญในการนำ AI มาปรับใช้ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือการใช้ AI เพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในอุตสาหกรรมที่ดำเนินการอยู่แล้ว
ในช่วงที่ห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chain: GVC) เปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI จะช่วยให้บริษัทไทยแข่งขันได้ดีขึ้นและรักษาบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานโลก
ต้องพัฒนาทักษะที่มากกว่าเทคนิค
ศ.ดร.ภวิดา กล่าวว่า นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญกับทักษะพื้นฐาน โดยเฉพาะการวิเคราะห์ (Analytical Skills) และการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI
ทักษะเหล่านี้ควรได้รับการพัฒนาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มหาวิทยาลัยจึงต้องทบทวนแนวทางการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนมีพื้นฐานที่พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ศ.ดร.ภวิดายังมองว่า ความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ไม่ควรถูกจำกัดไว้เฉพาะการทำงานในสาย STEM (Science, Technology, Engineering and Mathematics) เพราะความสามารถในการตั้งคำถามที่ดี โดยเฉพาะจากผู้เรียนสายสังคมศาสตร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในงานหลากหลายประเภท เป้าหมายของการศึกษาคือการให้ทักษะพื้นฐานที่ช่วยให้แต่ละคนเลือกเส้นทางอาชีพที่เหมาะกับความสนใจของตนเอง
สำหรับทักษะสำคัญในยุค AI ศ.ดร.ภวิดาเน้น 2 ประการ ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งความลึกและความกว้างของความรู้ และความเป็นตัวของตัวเอง (Authenticity) ซึ่งช่วยให้แต่ละคนเข้าใจว่าอะไรเหมาะสมกับตนเอง
ขณะที่มาเฮชให้ความสำคัญกับการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Continuous Learning) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการปรับตัวรับมือกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลง





