นายกฯส่งหนังสือด่วนที่สุดถึง “ไตรรัตน์” รักษาการเลขาฯ กสทช. ขอเหตุผลทำไมสำนักงานยังนัดประชุมตามคำสั่ง หมอสรณ ประธาน กสทช. ทั้งที่ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดีคุณสมบัติ และเห็นด้วยตามคำวินิจฉัยคณะสรรหาที่ระบุให้ขาดคุณสมบัติไปแล้ว
เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล โดย น.ส.ไตรศรี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 9 ต.ค. 2569 เรื่อง ขอให้ชี้แจงการดำเนินงาน ถึงเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อให้ชี้แจงเหตุผลที่สำนักงาน กสทช. ยังคงออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. ตามคำสั่งของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ในฐานะประธาน กสทช. ทั้งที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง
หนังสือดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ระหว่าง นพ.สรณ ผู้ฟ้องคดี กับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดี กรณีคณะกรรมการสรรหามีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553
และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน โดยศาลวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษายกฟ้อง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังคำพิพากษาดังกล่าว ปรากฏรายงานข่าวจากสื่อมวลชนว่า สำนักงาน กสทช. ได้ออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. ในวันที่ 1 และ 2 ต.ค. 2569 ตามคำสั่งของประธาน กสทช. จึงเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. ว่าสอดคล้องกับผลทางกฎหมายของคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาและคำพิพากษาของศาลหรือไม่
ทั้งนี้ หนังสือสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอ้างถึงข้อ 69 วรรคหนึ่ง แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ซึ่งกำหนดว่า การฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง ไม่เป็นเหตุให้การบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองนั้นต้องหยุดลง เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
จากหลักกฎหมายดังกล่าว หนังสือจึงอธิบายว่า การที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา ไม่ได้ทำให้คำวินิจฉัยที่ถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 ถูกระงับการบังคับใช้ โดยต้องถือว่า นพ.สรณ สละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่แรก และไม่ได้มีสถานะเป็นกรรมการ กสทช. มาแต่ต้น ประกอบกับศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว
ด้วยเหตุนี้ หนังสือจึงตั้งข้อสังเกตว่า การที่สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ ยังคงออกหนังสือเชิญประชุมตามคำสั่งประธาน กสทช. ในวันที่ 1 และ 2 ต.ค. 2569 อาจเป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาล เนื่องจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหายังคงมีผลบังคับใช้ แม้จะมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองก็ตาม
สำหรับการดำเนินการในครั้งนี้ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีระบุว่า นายกรัฐมนตรีอาศัยอำนาจตามมาตรา 76 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 มีบัญชาให้เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงเหตุผลในการดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงเหตุผลและข้อเท็จจริงที่สำนักงาน กสทช. ใช้ประกอบการออกหนังสือเชิญประชุมภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว





