วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วีเอสที อีซีเอส' ชี้ตลาดไอทีองค์กรยังโต ปักธง AI–ดาต้าเซนเตอร์

“วีเอสที อีซีเอส” ชี้ตลาดไอทีองค์กรไทยยังเติบโต แม้เผชิญภาวะขาดแคลนชิปประมวลผล AI ระดับโลก ดันราคาเซิร์ฟเวอร์ RAM และสตอเรจพุ่ง 3 เท่า ปักธง 3 เทคโนโลยีหลัก AI–Cybersecurity–Data Center รุกหนัก Physical AI และหุ่นยนต์

KEY POINTS

  • วีเอสที อีซีเอส ประเมินตลาดไอทีองค์กรยังโต โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและโทรคมนาคม
  • ฮาร์ดแวร์พุ่ง 3 เท่า จากภาวะขาดแคลนชิป AI ทั้งเซิร์ฟเวอร์ แรม และสตอเรจ
  • ปักธง 3 เทคโนโลยีหลัก AI, ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน–ดาต้าเซนเตอร์
  • มองตลาดไทยยังมีศักยภาพสูง ในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

ท่ามกลางความต้องการลงทุนเทคโนโลยีขององค์กร ภาวะขาดแคลนชิปประมวลผล AI ในตลาดโลกกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนฮาร์ดแวร์ ขณะที่องค์กรยังต้องเดินหน้าลงทุนเพื่อรองรับ AI และการแข่งขันทางธุรกิจ

'วีเอสที อีซีเอส' ชี้ตลาดไอทีองค์กรยังโต ปักธง AI–ดาต้าเซนเตอร์

บุญชัย อัศวชัยสุวิกรม ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ดูแลกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพร์ซ และโครงสร้างพื้นฐานไอทีและโซลูชัน กล่าวว่า ภาพรวมตลาดไอทีองค์กรปีนี้ มูลค่าการลงทุนยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและโทรคมนาคมที่ยังมีความต้องการลงทุนต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนด้าน AI ที่องค์กรไม่สามารถหยุดได้

อย่างไรก็ตาม ราคาฮาร์ดแวร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ ชิปหน่วยความจำ (RAM) และสตอเรจ ปรับตัวสูงขึ้นถึง 3 เท่า จากภาวะขาดแคลนชิปประมวลผล AI ในตลาดโลก ขณะที่ซอฟต์แวร์และไลเซนส์ปรับราคาขึ้นประมาณ 10–20%

หากเอกชนไม่ลงทุนก็จะแพ้คู่แข่ง

ในฐานะดิสทริบิวเตอร์ วีเอสที อีซีเอส รับมือภาวะสินค้าราคาสูงและขาดตลาดด้วยการสื่อสารกับเวนเดอร์อย่างใกล้ชิด และเพิ่มการสำรองสินค้า เป็น 2 เท่าจากเดิม เพื่อให้มีสินค้าพร้อมส่ง แม้ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น

ชู 3 เทคโนโลยีหลัก ตอบโจทย์ตลาดไอทีไทย

สำหรับทิศทางธุรกิจปีนี้ วีเอสที อีซีเอส มุ่งตอบโจทย์ตลาดไอทีไทยใน 3 มิติ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), ความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Infrastructure & Data Center)

'วีเอสที อีซีเอส' ชี้ตลาดไอทีองค์กรยังโต ปักธง AI–ดาต้าเซนเตอร์

ด้าน AI บริษัทมุ่งเน้น Physical AI & Robotics ซึ่งเป็นการนำ AI จากระดับซอฟต์แวร์ไปสู่การทำงานบนอุปกรณ์กายภาพ เช่น หุ่นยนต์สี่ขา (Robot Dog) และ Humanoid Robot โดยเริ่มมีการนำไปใช้งานในภาคการศึกษา การสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยสำหรับงานวิศวกรรม รวมถึงงานด้านความบันเทิงและบริการดูแลผู้สูงอายุ (Elderly Care)

บุญชัย กล่าวว่า แนวโน้มหุ่นยนต์ AI ในประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นหลังการเปิดตัว Agibot แต่ยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรซอฟต์แวร์ที่สามารถนำฮาร์ดแวร์ไปเขียนโปรแกรมและต่อยอดการใช้งาน

ปัจจุบันภาคการศึกษาและมหาวิทยาลัยมีการนำหุ่นยนต์ไปศึกษา วิจัย และจัดทำโครงการเพื่อประมูลงาน ขณะที่หน่วยงานภาครัฐมีความร่วมมือกับ System Integrator (SI) นำ Robot Dog ไปสำรวจอุโมงค์ร้อยสายไฟใต้ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่อันตรายที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าไปได้

ส่วนอุตสาหกรรมอีเวนต์และความบันเทิงมีการนำหุ่นยนต์ไปจัดแสดง โชว์เต้น และต้อนรับบุคคลสำคัญในการเปิดงาน

สำหรับอนาคตมองไปถึงการใช้หุ่นยนต์ในงาน Healthcare & Elderly Care โดยความสามารถของหุ่นยนต์ขึ้นอยู่กับการพัฒนาซอฟต์แวร์ควบคุม (Customize Program) ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างร่วมมือกับบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ 3–4 แห่ง

รูปแบบธุรกิจมีทั้งการเช่า (Rental) และการซื้อขาด โดยโมเดลเช่ากำลังได้รับความนิยม ขณะที่ Humanoid Robot รุ่นใหม่มีความเหมือนมนุษย์และมีความสามารถมากขึ้น

ด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์ มุ่งนำระบบรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วย AI มารับมือการโจมตีของแฮกเกอร์ยุคใหม่ ซึ่งมีการนำ AI มาใช้เพื่อขโมยข้อมูลและเรียกค่าไถ่

พร้อมเปิดกว้างโซลูชันจากหลากหลายแบรนด์ เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านราคาให้แก่ผู้ประกอบการ

สำหรับ โครงสร้างพื้นฐานและดาต้าเซนเตอร์ ตลาดการลงทุนในไทยกำลังชะลอตัวชั่วคราว จากข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและกฎระเบียบชุมชน โครงการที่เดิมเคยได้รับใบอนุญาตต้องมีการตรวจสอบซ้ำ หลังเกิดข้อร้องเรียนจากชุมชน ทั้งเรื่องปริมาณการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก และความปลอดภัยในการจัดเก็บน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟ

น้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟอาจมีปริมาณสูงถึงราว 400,000 ลิตร บนอาคาร ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นที่ชุมชนมีความกังวล

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาฮาร์ดแวร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจขาดตลาด ส่งผลให้ราคาเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้หลายปัจจัยเข้ามากดดันการลงทุนดาต้าเซนเตอร์

อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐมีความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ทั้งระบบสิ่งแวดล้อม การจัดการไฟฟ้า และการตั้งศูนย์ฯ นอกเมือง จะช่วยเปิดทางให้กลุ่มทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มทุนตะวันออกกลางและผู้ให้บริการระดับไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) เดินหน้าลงทุนได้

บุญชัย มองว่าไทยยังมีศักยภาพและมีความเสถียรเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยตะวันออกกลางมีปัญหาสงคราม สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และทรัพยากรไฟฟ้า ขณะที่เวียดนามและฟิลิปปินส์มีความเสี่ยงจากพายุไต้ฝุ่น ส่วนอินโดนีเซียมีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวและภูเขาไฟ

ภาครัฐติดข้อจำกัด TOR ราคาฮาร์ดแวร์สูง

ขณะที่ภาครัฐยังเผชิญปัญหาการชะลอตัวจากเงื่อนไขด้าน ราคากลาง (TOR) เมื่อราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงกว่างบประมาณที่ตั้งไว้ การจัดซื้อจัดจ้างอาจต้องยกเลิกการประมูลและจัดทำ TOR ใหม่ ซึ่งใช้เวลาหลายเดือน

บุญชัย ยกตัวอย่างโครงการแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาในปีก่อนที่มีการตั้งงบประมาณไว้ แต่ราคาสินค้าปรับขึ้นจนไม่สามารถจัดซื้อได้ และต้องเลื่อนโครงการข้ามปี

AI ยังโตต่อ Nvidia รอของ 9 เดือน

บุญชัย กล่าวว่า ความต้องการเทคโนโลยี AI ยังคงเติบโตต่อเนื่อง อย่างชิปประมวลผลของ Nvidia หากสั่งซื้อในปัจจุบันมีระยะเวลารอรับสินค้า (Lead Time) นานถึง 9 เดือน จากความต้องการในตลาดโลกที่อยู่ในระดับสูง

ส่วนความกังวลว่า AI จะมีความฉลาดเกินไปจนก่อให้เกิดอันตราย เป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ขณะที่ภาคธุรกิจยังเดินหน้าพัฒนา AI อย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลและควบคุมการใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เทคโนโลยีส่งผลกระทบเชิงลบในอนาคต

ธุรกิจ Solar Solution โตเกือบ 300%

นอกจากธุรกิจไอทีองค์กร วีเอสที อีซีเอส ยังดำเนินธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Solution) แบบครบวงจร ทั้งแผงโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ (Inverter) และระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Energy Storage) โดยจำหน่ายผ่านกลุ่ม System Integrator (SI) และผู้รับเหมาติดตั้ง พร้อมสนับสนุนโปรแกรมทางการเงิน

ปีนี้กลุ่มธุรกิจโซลาร์เซลล์เติบโตเกือบ 300% จากปีก่อน ได้แรงหนุนจากนโยบายลดหย่อนภาษีของภาครัฐ ซึ่งมีสิทธิลดหย่อน 50,000–200,000 บาท