วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทรูชี้ AI คือ กุญแจเศรษฐกิจไทยโต 5% ดัน SMEs จากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ผู้สร้างเกมธุรกิจ

ซีอีโอทรูมองเศรษฐกิจไทยโต 5% ต้องพึ่ง SMEs แต่ส่วนใหญ่ยังใช้ AI แค่ค้นข้อมูล เสนอรัฐ–บริษัทใหญ่ช่วยเพิ่มทักษะแรงงาน ลดอุปสรรคเข้าถึงเทคโนโลยี ปรับกติกาให้รายเล็กแข่งขันได้

KEY POINTS

  • ทรูชี้ว่า AI คือ กุญแจสำคัญที่สามารถผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้ถึง 5% แต่ปัจจุบันศักยภาพของเทคโนโลยียังถูกใช้อย่างไม่เต็มที่ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs
  • SMEs ส่วนใหญ่ (70%) เริ่มใช้ AI แล้ว แต่มีเพียง 9% ที่นำไปประยุกต์ใช้เชิงลึก ส่วนมากยังใช้ในระดับพื้นฐานคล้ายการค้นหาข้อมูล ซึ่งไม่ช่วยเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ
  • AI กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค และสร้างโอกาสให้ SMEs สามารถแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้ โดยทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักผ่านระบบ AI แทนการใช้งบการตลาดมหาศาล
  • SMEs จำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ใช้เทคโนโลยี" ไปสู่ "ผู้สร้างเกมธุรกิจ" โดยใช้ความคล่องตัว และต้นทุน AI ที่ลดลงในการสร้างสรรค์รูปแบบธุรกิจใหม่
  • การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องการ การสนับสนุนจากภาครัฐ และบริษัทใหญ่ในการเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยี, พัฒนาทักษะแรงงาน และปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการแข่งขัน และนวัตกรรม

ซิกเว เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวบนเวที Special Talk | Strategic Opportunities and Challenges in the New Economy ในงาน Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap จัดโดยหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีโอกาสสูงในการนำปัญญาประดิษฐ์ AI มาสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) ที่แม้ประมาณ 70% จะเริ่มใช้ AI แล้ว แต่มีเพียง 9% ที่นำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจอย่างลึกซึ้ง พร้อมเสนอให้ภาครัฐ และบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเพิ่มโอกาสเข้าถึง AI พัฒนาทักษะแรงงาน และปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการแข่งขัน เพื่อสร้างโอกาสให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในระดับ 5%

ทั้งนี้ SMEs ถือเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีสัดส่วนการจ้างงานถึง 70% ของแรงงานทั้งหมด และสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประมาณ 35% โดย 85% เป็นกิจการขนาดเล็กมาก มีพนักงานน้อยกว่า 5 คน และรายได้ต่อปีต่ำกว่า 1.8 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุน หากประเทศไทยต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และก้าวสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย AI

ทรูชี้ AI คือ กุญแจเศรษฐกิจไทยโต 5% ดัน SMEs จากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ผู้สร้างเกมธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยกำลังลงทุนสร้างดาต้าเซนเตอร์เพื่อรองรับอุตสาหกรรม AI แต่การมีโครงสร้างพื้นฐาน และการเข้าถึงเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะความสำคัญอยู่ที่การนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และพัฒนารูปแบบธุรกิจใหม่ ซึ่งปัจจุบันยังมีผู้ประกอบการเพียงส่วนน้อยที่สามารถดำเนินการได้จริง

ข่าวร้ายคือ วิธีที่ผู้ประกอบการใช้ AI แทบไม่ต่างจากการนำมาใช้แทน Google Search เป็นการใช้งานระดับพื้นฐานมาก ไม่ได้ใช้เพื่อเปลี่ยนวิธีทำงานหรือเปลี่ยนธุรกิจอย่างแท้จริง และตราบใดที่ยังใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือค้นหาข้อมูลที่ก้าวหน้าขึ้น พวกเขาก็จะไม่สามารถเติบโตหรือดึงศักยภาพที่แท้จริงของ AI ออกมาใช้ได้

ซิกเว กล่าวว่า โอกาสสำคัญของ ผู้ประกอบการ SMEs อยู่ที่พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้า และบริการของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยอ้างข้อมูลว่า 63% ของกระบวนการก่อนตัดสินใจซื้อมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยกตัวอย่างการค้นหาโรงแรมในหัวหินผ่าน AI ซึ่งทำให้พบโรงแรมที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และอาจไม่พบจากการค้นหาผ่าน Google ตามปกติ

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กมีโอกาสแข่งขันกับบริษัทใหญ่ได้มากขึ้น เพราะการเข้าถึงลูกค้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบโฆษณาทางโทรทัศน์ ป้ายโฆษณา หรือเงินลงทุนด้านการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำให้ระบบ AI เข้าถึงข้อมูลสินค้า และบริการ ตลอดจนนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่ง SMEs สามารถดำเนินการได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม

ทรูชี้ AI คือ กุญแจเศรษฐกิจไทยโต 5% ดัน SMEs จากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ผู้สร้างเกมธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ต้นทุนการใช้งาน AI ลดลงอย่างรวดเร็ว โดยนายซิกเว ระบุว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีมีต้นทุนถูกลงถึง 280 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงที่โมเดล AI รุ่นแรกเข้าสู่ตลาด ขณะที่ความสามารถของโมเดลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก 4 เดือน ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เดิมต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และนำไปพัฒนาสินค้าหรือบริการเพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ได้

สำหรับแนวทางปรับตัว ซิกเวเสนอให้ผู้ประกอบการดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่

  • การคิดรูปแบบธุรกิจใหม่ (Reimagine)

  • การเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจ (Transform)

  • การบริหารองค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง (Lead)

โดยมองว่า SMEs และสตาร์ตอัปมีข้อได้เปรียบด้านความคล่องตัว สามารถทดลองแนวคิด และปรับเปลี่ยนธุรกิจได้เร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่ จึงมีโอกาสสร้างนวัตกรรมที่เข้ามาแข่งขันกับธุรกิจเดิม

 

แนวทางการเปลี่ยนผ่านธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

1. USE AI — Do More with the Same Team: ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจเดิม เช่น Solopreneur ในไทยที่สามารถใช้ AI ช่วยงานการเงิน คอนเทนต์ การตลาด การบริการลูกค้า และการบริหารงานอื่น ๆ ซึ่งเดิมอาจต้องใช้บุคลากรหลายคน

2. OPERATE WITH AI — Redesign the Operating Model: นำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานและการตัดสินใจ เช่น iHub Solutions ในสิงคโปร์ ซึ่งเปลี่ยนจากธุรกิจ Logistics แบบดั้งเดิมไปสู่AI-powered LogTech โดยใช้ AI และ Robotics ใน Warehouse Automation, Route Planning, Predictive Supply Chain และ Customer Insights

3. BUILD AI-NATIVE BUSINESS — Create New Business Models: สร้างธุรกิจใหม่ที่มี AI เป็นแกนกลางตั้งแต่ต้น เช่น Atoms จากจีน ซึ่งให้AI Agents ช่วยผู้ประกอบการทำ Market Research, Product Development, Testing, Launch และ Customer Acquisition 

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องเริ่มจากความเข้าใจของผู้บริหาร โดยซิกเว่ อ้างถึงผลสำรวจของ Boston Consulting Group (BCG) ว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการนำ AI มาเปลี่ยนธุรกิจ ใช้เวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ศึกษาความสามารถของเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงทดลองใช้งานทั่วไป เพราะหากผู้บริหารไม่เข้าใจว่า AI สามารถทำอะไรได้บ้าง ก็ยากที่จะมองเห็นโอกาสใหม่ในการพัฒนาธุรกิจ

ในส่วนของการปรับกระบวนการทำงาน ผู้ประกอบการควรเริ่มจากจัดระบบข้อมูลให้ AI สามารถนำไปใช้งานได้ ก่อนนำข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ และพิจารณาว่างานส่วนใดสามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งการบริหารการเงิน การผลิตเนื้อหา การตลาด และการดูแลลูกค้า โดยปัจจุบันเริ่มมี SMEs และสตาร์ตอัปในไทยที่มีพนักงานเพียงคนเดียว และใช้ AI Agent ทำหน้าที่ส่วนอื่นของกิจการภายใต้การกำกับดูแลของมนุษย์

นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างบริษัทโลจิสติกส์ และคลังสินค้าในสิงคโปร์ที่นำ AI ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาเปลี่ยนกระบวนการทำงาน แม้ยังดำเนินธุรกิจประเภทเดิม ขณะที่ในจีนมีแพลตฟอร์ม AI สำหรับช่วย SMEs วิเคราะห์กลุ่มลูกค้า วางกลยุทธ์ราคา และกำหนดอัตรากำไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI สามารถนำมาใช้ได้ทั้งการปรับปรุงกิจการเดิม และการสร้างธุรกิจรูปแบบใหม่

ส่วนการบริหารองค์กรจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการวางแผนระยะยาวแบบเดิม มาเป็นการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน และปรับวิธีดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาเร็วเกินกว่าจะกำหนดรายละเอียดล่วงหน้า 3 ปีได้อย่างแม่นยำ ผู้นำองค์กรจึงต้องสร้างความเข้าใจร่วมกันกับพนักงาน และทำให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง แม้ธุรกิจจะยังดำเนินงานได้ดีก็ตาม

ทรูชี้ AI คือ กุญแจเศรษฐกิจไทยโต 5% ดัน SMEs จากผู้ใช้เทคโนโลยี สู่ผู้สร้างเกมธุรกิจ

สำหรับบทบาทของบริษัทขนาดใหญ่ ซิกเวเสนอให้ช่วยลดความซับซ้อนในการเข้าถึง AI โดยทรูได้พัฒนา AI Hub ซึ่งรวมโมเดลหลายประเภทไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เช่น Claude และ Gemini เพื่อให้พนักงานสามารถใช้งานตามความต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกโมเดลด้วยตนเองทุกครั้ง ซึ่งแนวทางลักษณะนี้สามารถช่วย SMEs ที่ยังขาดความรู้ในการเลือกเทคโนโลยี และลดความเสี่ยงจากการได้รับข้อมูลผิดพลาดของ AI

อีกประเด็นสำคัญคือ การพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานในอนาคต ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และภาคธุรกิจ เพื่อให้ประชาชนทุกช่วงวัย รวมถึงผู้สูงอายุ สามารถเรียนรู้ และนำ AI มาใช้ประโยชน์ได้

ปัญหาหลักของการพัฒนา AI ไม่ใช่การที่งานบางประเภทจะหายไป แต่เป็นการที่คนซึ่งไม่มีความรู้ด้าน AI อาจไม่มีงานใหม่ให้ย้ายไปทำ ตลาดแรงงานจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จะมีทั้งงานที่หายไป และงานใหม่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือ คุณจะสามารถทำงานใหม่เหล่านั้นได้ หรือจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ซิกเว กล่าวต่อว่า ทรูได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งอไรซ์ และ AWS เพื่อพัฒนาทักษะ AI ให้กับนักเรียน และผู้ประกอบการ โดยมีแผนเข้าถึงประชาชน 3 ล้านคน นักเรียน 10 ล้านคน และสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจของ SMEs จำนวน 20,000 ราย อย่างไรก็ตาม การขยายผลในระดับประเทศยังต้องอาศัยความร่วมมือจากบริษัทขนาดใหญ่ที่มีทรัพยากร และหน่วยงานภาครัฐ

ศักยภาพทางเศรษฐกิจจาก AI อย่างน้อย 2.6 ล้านล้านบาทภายในปี 2030 จะมีความหมายต่อประเทศไทยก็ต่อเมื่อธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะ SMEs สามารถเข้าถึงและใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ได้จริง

ดังนั้น โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะมีผู้ใช้ AI จำนวนเท่าใด แต่คือ SMEs จะสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ สร้างรายได้ใหม่ และขยายคุณค่าที่มีอยู่ไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้มากเพียงใด

แนวคิดหลักของการเปลี่ยนผ่านนี้คือ Local Wisdom. Transformed by AI. Scaled for Shared Growth. การใช้ AI ไม่ใช่เพื่อทดแทนภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่เพื่อขยายศักยภาพให้กลายเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่เข้ามาลงทุนดาต้าเซนเตอร์จำนวนมาก แต่การพิจารณานโยบาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องอาจเริ่มช้าไปบ้าง ซึ่งเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาเร็วกว่ากระบวนการกำหนดกติกา

ดังนั้น ภาครัฐควรพัฒนากรอบการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ (Responsible AI) ควบคู่กับการจัดให้มีพื้นที่ทดลองเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแล หรือ Regulatory Sandbox เพื่อให้ SMEs และสตาร์ตอัปสามารถทดสอบบริการ และรูปแบบธุรกิจใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เนื่องจากผู้ประกอบการรายเล็กไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะจัดทำระบบกำกับดูแล AI ด้วยตนเองเหมือนบริษัทขนาดใหญ่

นอกจากนี้ เขายังยกตัวอย่างผู้ประกอบการที่มีความรู้เกี่ยวกับวัตถุดิบ และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้ แต่สามารถนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์กลุ่มลูกค้า ลดต้นทุนการตลาด ค้นหาช่องทางจำหน่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อขยายกิจการไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น

ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสูง เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่เคยพบมา ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญในการนำ AI มาสร้างนวัตกรรม และโอกาสทางเศรษฐกิจในอนาคต

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์