วันอังคาร ที่ 6 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสทช.ในโลกคู่ขนาน! 6 บอร์ดเดินหน้าประชุม ด้านสำนักงานฯ เร่งหาทางออกกฎหมายปมสถานะ-อำนาจ

สนง.กสทช.เดินหน้าหาทางออกกฎหมาย ปมอำนาจจัดประชุม 6 บอร์ด ‘ไตรรัตน์’ ย้ำไม่ได้นิ่งนอนใจ หวั่นมติผูกพันเอกชน-เสี่ยงคดี จับตาถกต่อ 8 ต.ค.

KEY POINTS

  • เกิดความขัดแย้งเรื่องอำนาจในการจัดประชุมระหว่างกรรมการ กสทช. 6 คนที่เดินหน้าประชุมกันเอง กับสำนักงาน กสทช. ที่ยังไม่แน่ใจในสถานะและผลทางกฎหมายของมติดังกล่าว
  • สำนักงาน กสทช. กำลังเร่งหาทางออกทางกฎหมายเพื่อความชัดเจน เนื่องจากกังวลว่ามติที่ออกมาอาจไม่มีผลผูกพันและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องในอนาคต
  • การประชุมของกรรมการ 6 คนสามารถดำเนินไปได้ แต่ไม่สามารถพิจารณาวาระสำคัญได้จริง เพราะขาดเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเข้าร่วมชี้แจงข้อมูลประกอบการตัดสินใจ
  • ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลให้วาระสำคัญและเร่งด่วนจำนวนมากต้องค้างการพิจารณา เช่น แผนแม่บทกิจการโทรทัศน์, การอนุญาตใช้วงโคจรดาวเทียม และการกำกับดูแลตลาดโทรคมนาคม
  • ปัญหาหลักเกิดจากมุมมองที่ต่างกันเรื่องอำนาจเรียกประชุม โดยกรรมการ 6 คนเชื่อว่าองค์ประชุมครบสามารถดำเนินการได้ ขณะที่สำนักงานฯ ยังยึดแนวทางที่ต้องผ่านประธาน กสทช. ตามกฎหมาย

ความขัดแย้งเรื่องอำนาจจัดประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งหาทางออก หลังกรรมการ กสทช. 6 คน เดินหน้าประชุมนัดพิเศษต่อเนื่อง ขณะที่ สำนักงาน กสทช. ภายใต้การรักษาการของ “ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล” ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามติจากการประชุมดังกล่าวจะมีผลผูกพันทางกฎหมายในทุกกรณี

จุดสำคัญของสถานการณ์ล่าสุดจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “จะประชุมหรือไม่” แต่กลายเป็นคำถามว่า ใครมีอำนาจเรียกประชุม ใครมีหน้าที่จัดการประชุม และมติที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าวจะสามารถนำไปปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะวาระที่อาจนำไปสู่คำสั่งทางปกครอง การกำกับดูแลผู้ประกอบการ หรือส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของภาคเอกชน

วันที่ 6 ต.ค.2569 นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ไม่ได้อยู่นิ่งหรือเพิกเฉยต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แต่กำลังศึกษาช่องทางและแนวทางทางกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินการต่อจากนี้ถูกต้องและรัดกุมที่สุด

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถรับรองได้อย่างชัดเจนว่า มติจากการประชุมของกรรมการ กสทช. 6 คน จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร โดยเฉพาะมติที่อาจนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครอง หรือมีผลกระทบต่อเอกชน ดังนั้น สำนักงานจึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ เพราะหากตัดสินใจผิดพลาด อาจนำไปสู่ข้อพิพาทหรือการฟ้องร้องในภายหลัง

ผมก็อยากจัดให้ ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ว่ามันจะต้องเลือกที่มันถูกต้องที่สุด ในเมื่อผมก็ยังไม่ได้คำตอบจากกูรูทางกฎหมายฝั่งไหนเลย ผมก็ไม่กล้าจัดอะไรให้สักอย่าง กำลังคิดอยู่ว่าจะหาทางทำอย่างไรให้มันถูกกฎหมายที่สุด ยืนยันว่าเราไม่ได้นิ่งนอนใจ

ปมใหญ่ “อำนาจเรียกประชุม” ยังไม่จบ

ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ในฐานะประธานที่ประชุมจากการประชุมนัดพิเศษครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ได้ส่งหนังสือขอให้สำนักงานจัดประชุมตามตารางที่กรรมการทั้ง 6 คนกำหนด ทั้งวันที่ 6 และ 8 ต.ค. รวมถึงวันที่ 21-22 และ 28 ต.ค. และให้ตั้งแต่เดือน พ.ย.2569 เป็นต้นไปประชุมทุกวันพุธ โดยใช้ห้องประชุมสายลม 1121 เป็นสถานที่ประชุม

แต่สำนักงาน กสทช. โดยนายไตรรัตน์ได้ตอบกลับว่า เรื่องดังกล่าวจะนำเสนอ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ก่อน เนื่องจากในมุมของสำนักงาน ประธาน กสทช. ยังมีหน้าที่ตามกฎหมาย และสำนักงานมีภารกิจในการสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการภายใต้โครงสร้างดังกล่าว

ดังนั้น จุดยืนของสำนักงานจึงแตกต่างจากกรรมการ 6 คนที่เห็นว่า เมื่อมีกรรมการเหลืออยู่ครบ 6 คน สามารถเดินหน้าประชุมได้ และสามารถเลือกประธานที่ประชุมเป็นการเฉพาะครั้งได้

นายไตรรัตน์ จึงย้ำว่า หากเป็นเพียงการประชุมเพื่อรับทราบข้อมูล อาจมีความเสี่ยงแตกต่างจากการประชุมที่ลงมติในเรื่องซึ่งมีผลต่อบุคคลภายนอกหรือผู้ประกอบการ การตัดสินใจของสำนักงานจึงต้องแยกพิจารณาเป็นรายกรณี และต้องหาความเห็นทางกฎหมายให้ชัดเจนก่อน

6 บอร์ดเดินหน้า แต่เจอข้อจำกัดเรื่องข้อมูล

สำหรับการประชุม กสทช. นัดพิเศษ ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 6 ต.ค. กรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนยังคงเดินหน้าประชุม โดยมี รศ.ดร.ศุภัช ทำหน้าที่ประธานที่ประชุมเฉพาะครั้ง

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้สามารถพิจารณาวาระเพื่อทราบได้ 5 วาระ แต่ยังไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาวาระค้างที่มีสาระสำคัญได้ เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่เจ้าของเรื่องเข้ามาชี้แจงและตอบข้อซักถาม ทำให้กรรมการเห็นว่าหลายเรื่องเป็นประเด็นใหญ่และเกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลประกอบอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาพของ “การประชุมได้ แต่การตัดสินใจยังติดขัด” ปรากฏชัดขึ้น เพราะแม้กรรมการ 6 คนจะยืนยันองค์ประชุมและเดินหน้าตามแนวทางของตนเอง แต่การทำงานของ กสทช.ไม่ได้มีเพียงการลงมติของกรรมการ หากยังต้องอาศัยข้อมูลจากสำนักงาน เจ้าหน้าที่เจ้าของเรื่อง เอกสารประกอบ และขั้นตอนธุรการเพื่อให้มติสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

ที่ประชุมจึงเตรียมส่งหนังสือถึงนายไตรรัตน์ เพื่อขอให้จัดประชุมต่อในวันที่ 8 ต.ค. โดยครั้งต่อไปจะไม่เน้นวาระเพื่อทราบ แต่จะเข้าสู่วาระค้างพิจารณาและเรื่องเร่งด่วน เช่น ITU การเจรจา คดีปกครอง และ Roadmap รวมถึงวาระที่เกี่ยวเนื่องกัน

วาระค้าง-เรื่องร้อนรออยู่บนโต๊ะ

ความเร่งด่วนของการหาทางออกไม่ได้เกิดจากข้อพิพาทเรื่องการประชุมเพียงอย่างเดียว เพราะบนโต๊ะ กสทช.มีวาระสำคัญจำนวนมากที่ต้องตัดสินใจ

หนึ่งในนั้นคือ แผนที่นำทาง (โรดแมป) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย พ.ศ.2569-2573 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเตรียมรับมือช่วงก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 ขณะเดียวกันยังมีแนวทางกำกับดูแลบริการแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงทีวีภาคพื้นดินบนแพลตฟอร์มดิจิทัล และมาตรฐาน Connected TV

อีกเรื่องที่มีกรอบเวลาชัดเจนคือการกำหนดระยะเวลาอนุญาตให้ใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม รวมถึงใบอนุญาตโทรคมนาคม การใช้คลื่นความถี่ และสถานีภาคพื้นดิน สำหรับข่ายงานดาวเทียม THAICOM-IP1 ของ NT ซึ่งเกี่ยวข้องกับดาวเทียมไทยคม 4 ที่ตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก โดยมีกรอบครบกำหนดวันที่ 31 ต.ค.2569

ฝั่งโทรคมนาคมยังมีวาระวิเคราะห์ระดับการแข่งขันและการกำหนดผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยสำคัญ หรือ SMP ทั้งตลาดค้าปลีกบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และตลาดอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เคลื่อนที่ รวมถึงการติดตามผลการดำเนินธุรกิจตามเงื่อนไขหลังการรวมธุรกิจ TRUE-DTAC ซึ่งเป็นวาระสำคัญต่อโครงสร้างการแข่งขันของตลาดมือถือ

ส่วนฝั่งสาธารณะ มีทั้งโครงการ Emergency Warning System หรือ EWS ผ่านโครงข่ายทีวีดิจิทัล เพื่อใช้เป็นช่องทางแจ้งเตือนภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน รวมถึงโครงการ USO เพิ่มเติม 11 โครงการ ภายใต้แผน USO ฉบับที่ 4 พ.ศ.2566-2570 และการสำรวจเป้าหมายและประเมินผลการจัดให้มีบริการ USO

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องสิทธิผู้ใช้บริการ ทั้งมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการสื่อสาร การยืนยันตัวตนผู้ใช้เลขหมายในพื้นที่ชายแดนที่มีความเสี่ยง และการลงทะเบียนซิมสำหรับกลุ่มเปราะบาง รวมถึงเรื่องร้องเรียนคุณภาพบริการของผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้ง TRUE, AIS และ NT

“กติกาการประชุม” ก็อยู่ในวาระค้าง

ที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางความขัดแย้งเรื่องอำนาจจัดประชุม ยังมีวาระเกี่ยวกับ การปรับปรุงระเบียบ กสทช.ว่าด้วยข้อบังคับการประชุม กสทช. พ.ศ.2555 อยู่ในชุดวาระด้วย

เรื่องนี้จึงมีความสำคัญในเชิงโครงสร้าง เพราะไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าว่าใครจะเรียกประชุม แต่เกี่ยวข้องกับกติกาและกระบวนการทำงานของบอร์ดในระยะต่อไป

ด้านกรรมการ กสทช.ทั้ง 6 คนยังยืนยันว่าต้องการทำหน้าที่และสะสางงานค้างให้ได้มากที่สุด ขณะที่ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต มองว่าองค์ประชุมประกอบด้วยกรรมการ ส่วนเลขาธิการเป็นเลขานุการ ไม่ใช่กรรมการและไม่มีสิทธิออกเสียง ดังนั้น เมื่อกรรมการที่เหลืออยู่มาครบ 6 คน จึงเห็นว่าองค์ประชุมครบและสามารถดำเนินการประชุมได้

อย่างไรก็ตาม พิรงรองยอมรับว่าในวันที่ 7 ต.ค.ไม่สามารถประชุมได้ เนื่องจากกรรมการ 4 คนต้องไปฟังคำพิพากษาศาลแพ่งชั้นต้นในคดีที่ นพ.สรณ เป็นผู้ฟ้อง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีหลายด้านกำลังกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของบอร์ด

ด้าน พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ อ้างความเห็นทางกฎหมายของนายวาสิฐ ติงสมิตร ว่า ในงานธุรการและงานทั่วไป สำนักงาน กสทช.ขึ้นตรงต่อประธาน กสทช. แต่ในเชิงนโยบาย สำนักงานเป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการ กสทช. และจากความเห็นดังกล่าวมองว่าปัจจุบันต้องถือว่า กสทช.ไม่มีประธาน เนื่องจากคำสั่งศาลทำให้ นพ.สรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้