วันจันทร์ ที่ 5 ตุลาคม 2569

Login
Login

คดี Shopee ถูกปรับ 3.47 ล้าน จบจริงหรือ? ถอดบทเรียนอำนาจแพลตฟอร์ม ใครคุ้มครองร้านค้า

คดี Shopee ถูกปรับ 3.47 ล้าน จบจริงหรือ? ถอดบทเรียนอำนาจแพลตฟอร์ม ใครคุ้มครองร้านค้า คดีแรกแพลตฟอร์มไทยถูกปรับ! ครั้งแรกที่ กขค. มีคำสั่งทางปกครอง ปม Shopee เอาเปรียบร้านค้า 3.47 ล้าน บีบผู้ขายร่วมแคมเปญโดยไม่ยินยอม

KEY POINTS

  • กขค. สั่งปรับ Shopee 3.47 ล้านบาท ฐานบังคับร้านค้าเข้าร่วมโปรโมชันส่งเสริมการขายโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • เกิดข้อกังขาในการเลือกใช้ฐานกฎหมายมาตรา 57 (การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม) แทนที่จะเป็นมาตรา 50 (การใช้อำนาจเหนือตลาด) ซึ่งมีโทษรุนแรงกว่า แม้ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดของ Shopee อาจเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด
  • คำตัดสินลงโทษเฉพาะบริษัท (นิติบุคคล) แต่ไม่ได้เอาผิดถึงตัวบุคคลระดับผู้บริหาร ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการสอบสวนได้ตรวจสอบไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่
  • คดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ถูกนำไปเปรียบเทียบในคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มหรือธุรกิจขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลต่อมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย
  • กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างความชัดเจนของกฎหมาย เพื่อคุ้มครองร้านค้ารายย่อยจากอำนาจต่อรองที่สูงกว่าของแพลตฟอร์ม และเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน

กรณี Shopee ถูกคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สั่งปรับทางปกครอง 3,472,488.50 บาท จากการนำร้านค้าเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่สอบถามความสมัครใจ และไม่ได้รับความยินยอม อาจมีความหมายมากกว่าตัวเลขค่าปรับ เพราะคำวินิจฉัยครั้งนี้ยังนำไปสู่ประเด็นเรื่องฐานกฎหมายที่เลือกใช้ ความรับผิดของบุคคลภายในบริษัท และมาตรฐานที่อาจถูกนำไปใช้กับแพลตฟอร์มหรือผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่อื่นในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล อดีตกรรมการและเลขาธิการ กขค. ตั้งข้อสังเกตต่อคำวินิจฉัยไว้ 3 ประเด็น โดยไม่ได้ฟันธงว่าคำวินิจฉัยถูกหรือผิด แต่ต้องการให้เห็นว่า เบื้องหลังคดีนี้ยังมีคำถามสำคัญว่า พฤติกรรมดังกล่าวควรอยู่ภายใต้กฎหมายมาตราใด กระบวนการสอบสวนไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจแล้วหรือไม่ และคำวินิจฉัยจะถูกนำไปเทียบเคียงกับคดีอื่นอย่างไร

ร้านค้าเสียสิทธิ กฎหมายเอาผิดแค่ไหน

ข้อสังเกตแรกอยู่ที่การใช้มาตรา 57 ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดและรายได้ในคำวินิจฉัย ยังมีประเด็นให้พิจารณาต่อถึงหลักเกณฑ์ “ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” ตามมาตรา 50

ตามหลักเกณฑ์ของ กขค. ผู้ประกอบธุรกิจอาจเข้าเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดได้ 2 กรณี คือ รายเดียวมีส่วนแบ่งตลาดในปีก่อนหน้าตั้งแต่ 50% และมียอดเงินขายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท หรือผู้ประกอบธุรกิจ 3 รายแรกมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันตั้งแต่ 75% และแต่ละรายมียอดเงินขายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดยไม่นับรายที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่า 10%

ข้อมูลปี 2563 ในคำวินิจฉัยระบุว่า Shopee มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 44.49% ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจ 3 รายแรกมีส่วนแบ่งตลาดรวมประมาณ 95.31% และแต่ละรายมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท

เมื่อพฤติกรรมในคดีเกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณเดือนมิถุนายน 2563 ถึงเดือนสิงหาคม 2564 ดร.วิษณุ จึงตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในปี 2564 ซึ่งต้องใช้ข้อมูลปีก่อนหน้าประกอบ ผู้ประกอบธุรกิจเข้าเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดในลักษณะ 3 รายแรกหรือไม่ และหากเข้าเกณฑ์ เหตุใดกรณีนี้จึงใช้มาตรา 57

ผมไม่ได้ฟันธงว่าถูกหรือผิด แต่มันเกิดคำถามว่า เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ของผู้มีอำนาจเหนือตลาด ทำไมถึงไปใช้หลักเกณฑ์ของผู้มีอำนาจตลาด การเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดมีอำนาจตลาดอยู่ในตัวอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การเข้าเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดตามมาตรา 50 โดยอัตโนมัติ แต่ยังต้องพิจารณาต่อว่ามีพฤติกรรมใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบหรือไม่

ประเด็นจึงอยู่ที่เหตุผลในการเลือกใช้ฐานกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 50 และมาตรา 57 มีผลทางกฎหมายต่างกัน โดยการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบตามมาตรา 50 มีโทษตามมาตรา 72 คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 57 มีโทษปรับทางปกครองตามมาตรา 82 ไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด

 

บริษัทโดนปรับ ผู้บริหารต้องรับผิดด้วยหรือไม่

ข้อสังเกตที่สองอยู่ที่มาตรา 84 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรับผิดของบุคคลเมื่อบริษัทกระทำความผิด

คำวินิจฉัยกรณี Shopee ลงโทษเฉพาะนิติบุคคล โดยระบุว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชัดเจนว่า การกระทำความผิดเกิดจากการสั่งการ การกระทำ หรือการละเว้นของบุคคลใด จึงไม่มีบุคคลต้องร่วมรับผิดกับบริษัท

ทั้งนี้ มาตรา 84 ไม่ได้กำหนดให้กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบต้องรับโทษโดยอัตโนมัติเมื่อบริษัทกระทำผิด แต่บุคคลจะมีความรับผิดเมื่อความผิดของนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของบุคคลนั้น หรือมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือดำเนินการ แต่ละเว้นจนเป็นเหตุให้บริษัทกระทำความผิด

ดร.วิษณุ จึงตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการสอบสวนได้ตรวจสอบไปถึงเส้นทางการอนุมัติ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ ผู้รับผิดชอบโครงการ และผู้มีหน้าที่กำกับดูแลรายการส่งเสริมการขายภายในบริษัทเพียงพอแล้วหรือไม่ เนื่องจากพฤติกรรมในคดีเป็นการดำเนินรายการส่งเสริมการขายอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

ผลคำวินิจฉัยนี้ลงโทษเฉพาะนิติบุคคล จึงเกิดคำถามว่า กระบวนการสอบสวนได้ตรวจสอบไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตามหลักของมาตรา 84 อย่างเพียงพอแล้วหรือไม่

ประเด็นนี้มีความหมายต่อแพลตฟอร์มและธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะการพิจารณาความรับผิดไม่ได้มีเฉพาะตัวบริษัท แต่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 84 ยังอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้สั่งการ กระทำการ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้บริษัทกระทำความผิด

บรรทัดฐานใหม่ เขย่าคดีแพลตฟอร์มไทย

ข้อสังเกตสุดท้ายอยู่ที่ผลต่อมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะ Shopee หรือธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ดร.วิษณุมองว่า หากภายหลังมีผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นถูกดำเนินการตามมาตรา 50 กรณี Shopee อาจถูกนำมาใช้ประกอบการต่อสู้คดี โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเท็จจริงเรื่องส่วนแบ่งตลาดหรืออำนาจทางธุรกิจใกล้เคียงกัน

ประเด็นสำคัญ คือ เหตุใดพฤติกรรมหนึ่งจึงถูกพิจารณาตามมาตรา 57 ขณะที่อีกกรณีใช้มาตรา 50 และ กขค. ใช้หลักใดแบ่งเส้นระหว่าง “อำนาจตลาด” กับ “อำนาจเหนือตลาด”

ความชัดเจนดังกล่าวมีผลกับทั้งร้านค้าและแพลตฟอร์ม ฝั่งร้านค้าจำเป็นต้องรู้ว่ากฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างไรเมื่อต้องทำธุรกิจกับคู่ค้าที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ขณะที่แพลตฟอร์มและผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ก็ต้องมีกรอบที่ชัดเจนว่า การกำหนดโปรโมชั่นหรือเงื่อนไขทางการค้าในลักษณะใดอาจเข้าสู่ขอบเขตของมาตรา 50 หรือมาตรา 57

ผลของคำวินิจฉัยจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพราะหลักเกณฑ์เรื่องอำนาจเหนือตลาดสามารถนำไปใช้กับธุรกิจประเภทอื่นได้เช่นกัน

ขณะเดียวกัน หากข้อพิพาทอยู่ภายใต้โทษทางปกครอง ผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำคดีเข้าสู่กระบวนการศาลปกครองได้ ซึ่งอาจใช้เวลากว่าจะได้ข้อยุติ ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมทางการค้าอาจต้องเผชิญผลกระทบระหว่างที่คดียังดำเนินอยู่

ดร.วิษณุเห็นว่า แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ กขค. ต้องออกมาอธิบายคำวินิจฉัยเพิ่มเติม แต่เหตุผลในการเลือกใช้มาตรา 50 มาตรา 57 และการพิจารณาความรับผิดตามมาตรา 84 ควรมีความชัดเจน

เพราะคดี Shopee อาจไม่ได้จบเพียงค่าปรับ 3.47 ล้านบาท แต่ยังอาจกลายเป็นกรณีสำคัญที่ถูกนำมาเทียบเคียงว่า เมื่อแพลตฟอร์มหรือธุรกิจรายใหญ่กำหนดเงื่อนไขทางการค้ากับคู่ค้า กฎหมายการแข่งขันทางการค้าจะเข้ามากำกับในระดับใด ใครต้องรับผิด และมาตรฐานเดียวกันจะถูกใช้กับคดีอื่นอย่างไร