คดี Shopee ถูกปรับ 3.47 ล้าน จบจริงหรือ? ถอดบทเรียนอำนาจแพลตฟอร์ม ใครคุ้มครองร้านค้า คดีแรกแพลตฟอร์มไทยถูกปรับ! ครั้งแรกที่ กขค. มีคำสั่งทางปกครอง ปม Shopee เอาเปรียบร้านค้า 3.47 ล้าน บีบผู้ขายร่วมแคมเปญโดยไม่ยินยอม
KEY POINTS
- กขค. สั่งปรับ Shopee 3.47 ล้านบาท ฐานบังคับร้านค้าเข้าร่วมโปรโมชันส่งเสริมการขายโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
- เกิดข้อกังขาในการเลือกใช้ฐานกฎหมายมาตรา 57 (การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม) แทนที่จะเป็นมาตรา 50 (การใช้อำนาจเหนือตลาด) ซึ่งมีโทษรุนแรงกว่า แม้ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดของ Shopee อาจเข้าข่ายมีอำนาจเหนือตลาด
- คำตัดสินลงโทษเฉพาะบริษัท (นิติบุคคล) แต่ไม่ได้เอาผิดถึงตัวบุคคลระดับผู้บริหาร ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการสอบสวนได้ตรวจสอบไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่
- คดีนี้อาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ถูกนำไปเปรียบเทียบในคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มหรือธุรกิจขนาดใหญ่ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลต่อมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย
- กรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการสร้างความชัดเจนของกฎหมาย เพื่อคุ้มครองร้านค้ารายย่อยจากอำนาจต่อรองที่สูงกว่าของแพลตฟอร์ม และเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
กรณี Shopee ถูกคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) สั่งปรับทางปกครอง 3,472,488.50 บาท จากการนำร้านค้าเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่สอบถามความสมัครใจ และไม่ได้รับความยินยอม อาจมีความหมายมากกว่าตัวเลขค่าปรับ เพราะคำวินิจฉัยครั้งนี้ยังนำไปสู่ประเด็นเรื่องฐานกฎหมายที่เลือกใช้ ความรับผิดของบุคคลภายในบริษัท และมาตรฐานที่อาจถูกนำไปใช้กับแพลตฟอร์มหรือผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่อื่นในอนาคต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ วงศ์สินศิริกุล อดีตกรรมการและเลขาธิการ กขค. ตั้งข้อสังเกตต่อคำวินิจฉัยไว้ 3 ประเด็น โดยไม่ได้ฟันธงว่าคำวินิจฉัยถูกหรือผิด แต่ต้องการให้เห็นว่า เบื้องหลังคดีนี้ยังมีคำถามสำคัญว่า พฤติกรรมดังกล่าวควรอยู่ภายใต้กฎหมายมาตราใด กระบวนการสอบสวนไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจแล้วหรือไม่ และคำวินิจฉัยจะถูกนำไปเทียบเคียงกับคดีอื่นอย่างไร
ร้านค้าเสียสิทธิ กฎหมายเอาผิดแค่ไหน
ข้อสังเกตแรกอยู่ที่การใช้มาตรา 57 ว่าด้วยการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ข้อมูลส่วนแบ่งตลาดและรายได้ในคำวินิจฉัย ยังมีประเด็นให้พิจารณาต่อถึงหลักเกณฑ์ “ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจเหนือตลาด” ตามมาตรา 50
ตามหลักเกณฑ์ของ กขค. ผู้ประกอบธุรกิจอาจเข้าเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดได้ 2 กรณี คือ รายเดียวมีส่วนแบ่งตลาดในปีก่อนหน้าตั้งแต่ 50% และมียอดเงินขายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาท หรือผู้ประกอบธุรกิจ 3 รายแรกมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันตั้งแต่ 75% และแต่ละรายมียอดเงินขายตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป โดยไม่นับรายที่มีส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่า 10%
ข้อมูลปี 2563 ในคำวินิจฉัยระบุว่า Shopee มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 44.49% ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจ 3 รายแรกมีส่วนแบ่งตลาดรวมประมาณ 95.31% และแต่ละรายมีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาท
เมื่อพฤติกรรมในคดีเกิดขึ้นต่อเนื่องประมาณเดือนมิถุนายน 2563 ถึงเดือนสิงหาคม 2564 ดร.วิษณุ จึงตั้งข้อสังเกตว่า สำหรับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในปี 2564 ซึ่งต้องใช้ข้อมูลปีก่อนหน้าประกอบ ผู้ประกอบธุรกิจเข้าเกณฑ์อำนาจเหนือตลาดในลักษณะ 3 รายแรกหรือไม่ และหากเข้าเกณฑ์ เหตุใดกรณีนี้จึงใช้มาตรา 57
ผมไม่ได้ฟันธงว่าถูกหรือผิด แต่มันเกิดคำถามว่า เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ของผู้มีอำนาจเหนือตลาด ทำไมถึงไปใช้หลักเกณฑ์ของผู้มีอำนาจตลาด การเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดมีอำนาจตลาดอยู่ในตัวอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การเข้าเกณฑ์ผู้มีอำนาจเหนือตลาดไม่ได้หมายความว่าจะมีความผิดตามมาตรา 50 โดยอัตโนมัติ แต่ยังต้องพิจารณาต่อว่ามีพฤติกรรมใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบหรือไม่
ประเด็นจึงอยู่ที่เหตุผลในการเลือกใช้ฐานกฎหมาย เนื่องจากมาตรา 50 และมาตรา 57 มีผลทางกฎหมายต่างกัน โดยการใช้อำนาจเหนือตลาดโดยมิชอบตามมาตรา 50 มีโทษตามมาตรา 72 คือ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนมาตรา 57 มีโทษปรับทางปกครองตามมาตรา 82 ไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด
บริษัทโดนปรับ ผู้บริหารต้องรับผิดด้วยหรือไม่
ข้อสังเกตที่สองอยู่ที่มาตรา 84 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรับผิดของบุคคลเมื่อบริษัทกระทำความผิด
คำวินิจฉัยกรณี Shopee ลงโทษเฉพาะนิติบุคคล โดยระบุว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชัดเจนว่า การกระทำความผิดเกิดจากการสั่งการ การกระทำ หรือการละเว้นของบุคคลใด จึงไม่มีบุคคลต้องร่วมรับผิดกับบริษัท
ทั้งนี้ มาตรา 84 ไม่ได้กำหนดให้กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบต้องรับโทษโดยอัตโนมัติเมื่อบริษัทกระทำผิด แต่บุคคลจะมีความรับผิดเมื่อความผิดของนิติบุคคลเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของบุคคลนั้น หรือมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือดำเนินการ แต่ละเว้นจนเป็นเหตุให้บริษัทกระทำความผิด
ดร.วิษณุ จึงตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการสอบสวนได้ตรวจสอบไปถึงเส้นทางการอนุมัติ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ ผู้รับผิดชอบโครงการ และผู้มีหน้าที่กำกับดูแลรายการส่งเสริมการขายภายในบริษัทเพียงพอแล้วหรือไม่ เนื่องจากพฤติกรรมในคดีเป็นการดำเนินรายการส่งเสริมการขายอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ผลคำวินิจฉัยนี้ลงโทษเฉพาะนิติบุคคล จึงเกิดคำถามว่า กระบวนการสอบสวนได้ตรวจสอบไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบตามหลักของมาตรา 84 อย่างเพียงพอแล้วหรือไม่
ประเด็นนี้มีความหมายต่อแพลตฟอร์มและธุรกิจขนาดใหญ่ เพราะการพิจารณาความรับผิดไม่ได้มีเฉพาะตัวบริษัท แต่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 84 ยังอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลผู้สั่งการ กระทำการ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้บริษัทกระทำความผิด
บรรทัดฐานใหม่ เขย่าคดีแพลตฟอร์มไทย
ข้อสังเกตสุดท้ายอยู่ที่ผลต่อมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายในอนาคต ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะ Shopee หรือธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
ดร.วิษณุมองว่า หากภายหลังมีผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นถูกดำเนินการตามมาตรา 50 กรณี Shopee อาจถูกนำมาใช้ประกอบการต่อสู้คดี โดยเฉพาะเมื่อมีข้อเท็จจริงเรื่องส่วนแบ่งตลาดหรืออำนาจทางธุรกิจใกล้เคียงกัน
ประเด็นสำคัญ คือ เหตุใดพฤติกรรมหนึ่งจึงถูกพิจารณาตามมาตรา 57 ขณะที่อีกกรณีใช้มาตรา 50 และ กขค. ใช้หลักใดแบ่งเส้นระหว่าง “อำนาจตลาด” กับ “อำนาจเหนือตลาด”
ความชัดเจนดังกล่าวมีผลกับทั้งร้านค้าและแพลตฟอร์ม ฝั่งร้านค้าจำเป็นต้องรู้ว่ากฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างไรเมื่อต้องทำธุรกิจกับคู่ค้าที่มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ขณะที่แพลตฟอร์มและผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ก็ต้องมีกรอบที่ชัดเจนว่า การกำหนดโปรโมชั่นหรือเงื่อนไขทางการค้าในลักษณะใดอาจเข้าสู่ขอบเขตของมาตรา 50 หรือมาตรา 57
ผลของคำวินิจฉัยจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพราะหลักเกณฑ์เรื่องอำนาจเหนือตลาดสามารถนำไปใช้กับธุรกิจประเภทอื่นได้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน หากข้อพิพาทอยู่ภายใต้โทษทางปกครอง ผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำคดีเข้าสู่กระบวนการศาลปกครองได้ ซึ่งอาจใช้เวลากว่าจะได้ข้อยุติ ขณะที่ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมทางการค้าอาจต้องเผชิญผลกระทบระหว่างที่คดียังดำเนินอยู่
ดร.วิษณุเห็นว่า แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ กขค. ต้องออกมาอธิบายคำวินิจฉัยเพิ่มเติม แต่เหตุผลในการเลือกใช้มาตรา 50 มาตรา 57 และการพิจารณาความรับผิดตามมาตรา 84 ควรมีความชัดเจน
เพราะคดี Shopee อาจไม่ได้จบเพียงค่าปรับ 3.47 ล้านบาท แต่ยังอาจกลายเป็นกรณีสำคัญที่ถูกนำมาเทียบเคียงว่า เมื่อแพลตฟอร์มหรือธุรกิจรายใหญ่กำหนดเงื่อนไขทางการค้ากับคู่ค้า กฎหมายการแข่งขันทางการค้าจะเข้ามากำกับในระดับใด ใครต้องรับผิด และมาตรฐานเดียวกันจะถูกใช้กับคดีอื่นอย่างไร





