ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี ‘หมอสรณ’ ขอเพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชี้กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติชอบด้วยกฎหมาย และการรับค่าตอบแทนจากวิชาชีพแพทย์เข้าข่ายลักษณะต้องห้าม ขณะที่คดียังไม่ถึงที่สุด เปิดช่องอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน จับตาสถานะ ‘หมอสรณ’ ท่ามกลางวิกฤติบอร์ด กสทช. ประชุมล่ม 12 ครั้ง วาระค้าง 233 เรื่อง สะสมสุญญากาศการกำกับดูแลต่อเนื่องตั้งแต่ปลาย ก.ค.
KEY POINTS
- ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยชี้ว่ากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
- คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด โดย นพ.สรณ ยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 25 กันยายน
- คดีความเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติบอร์ด กสทช. ที่เกิดภาวะสุญญากาศนานกว่า 2 เดือน หลังการประชุมล่มต่อเนื่องถึง 12 ครั้งนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม
- ภาวะชะงักงันของบอร์ด กสทช. ส่งผลให้มีวาระที่รอการพิจารณาสะสมกว่า 233 เรื่อง ซึ่งหลายเรื่องเป็นวาระเร่งด่วนและมีผลกระทบต่อสาธารณะ
- วิกฤติ กสทช. ยังไม่จบสิ้นและต้องจับตาทั้งผลการอุทธรณ์คดีของ นพ.สรณ และแนวทางการแก้ไขปัญหาการทำงานของบอร์ดที่ยังไม่มีข้อสรุป
วันที่ 25 กันยายน 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของวิกฤติภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ระหว่าง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ กับคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช.
ผลคำพิพากษาคือ “ยกฟ้อง” โดยศาลเห็นว่า การดำเนินการของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ในการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ นพ.สรณ เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และคณะกรรมการสรรหาได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว
แต่คำพิพากษาครั้งนี้ยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของข้อพิพาท เพราะตามกระบวนการคดีปกครอง คู่ความที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา โดยต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองชั้นต้นที่มีคำพิพากษา
นั่นหมายความว่า หลังวันที่ 25 กันยายน การดำเนินการทางกฎหมายของคดี “หมอสรณ” ยังมีช่วงเวลาสำคัญอีกหนึ่งเดือนให้ติดตามว่า จะมีการใช้สิทธิอุทธรณ์หรือไม่ และหากมีการอุทธรณ์ ประเด็นใดจะถูกนำขึ้นไปสู่การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด
ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังต้องถูกมองควบคู่กับอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ วิกฤติการทำงานของบอร์ด กสทช. ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม และทำให้การตัดสินใจในหลายเรื่องเกิดภาวะชะงักงัน
ศาลชี้กระบวนการสรรหา “ชอบด้วยกฎหมาย”
หัวใจของคดีอยู่ที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติ ในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. จากกรณีที่ยังประกอบวิชาชีพแพทย์และได้รับค่าตอบแทน
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสรรหามีมติ 4 ต่อ 0 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จนนำไปสู่การฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลางของ นพ.สรณ เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า กระบวนการของคณะกรรมการสรรหาเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ นพ.สรณ ชี้แจงข้อเท็จจริง ขณะที่คำชี้แจงของผู้ฟ้องคดีมุ่งโต้แย้งเรื่องอำนาจของคณะกรรมการสรรหาและความเป็นกลางของกรรมการ มากกว่าการชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม
อีกประเด็นสำคัญคือเรื่องการรับค่าตอบแทนจากการประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งศาลเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย และเป็นเหตุให้ นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.
คำพิพากษาจึงทำให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาได้รับการรับรองในชั้นศาลปกครองกลางว่า กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติและการมีมติดังกล่าวดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในทางกระบวนการยุติธรรม “ยกฟ้องในศาลปกครองกลาง” ไม่ได้แปลว่าคดีถึงที่สุดในทันที เพราะยังมีช่องทางอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน
ย้อนรอย 2 เดือน วิกฤติบอร์ด กสทช. จาก “องค์ประชุม” สู่สุญญากาศ
หากย้อนกลับไปดูไทม์ไลน์ จะพบว่าปัญหาการประชุมของบอร์ด กสทช. ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่สะสมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2569
ข้อมูลการประชุมของสำนักงาน กสทช. ระบุว่า การประชุมที่ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้เกิดขึ้นหลายครั้งต่อเนื่อง ทั้งวันที่ 27 กรกฎาคม, 5 และ 6 สิงหาคม, 11, 13 และ 20 สิงหาคม รวมถึงวันที่ 2, 3, 9, 10, 16 และ 23 กันยายน 2569 รวมทั้งหมด 12 ครั้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ เมื่อการประชุมไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่ “การประชุมล่ม” แต่เริ่มกลายเป็นปัญหาเรื่อง การสะสมของวาระที่รอการตัดสินใจ
โดยเมื่อวันที่ 9 กันยายน สำนักงาน กสทช. ระบุว่า มีวาระเสนอเข้าสู่การประชุมจำนวน 193 วาระ และในจำนวนนี้มี 82 วาระที่มีความเร่งด่วน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกรอบเวลาตามกฎหมาย
กระทั่งการประชุมวันที่ 23 กันยายน จำนวนวาระที่รอการพิจารณาเพิ่มขึ้นเป็น 233 วาระ โดยมีทั้งเรื่องการจ่ายเงินตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด การขอรับและจัดสรรเลขหมายโทรศัพท์สั้น 4 หลัก รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประชุมระหว่างประเทศและภารกิจด้านการกำกับดูแลอื่น ๆ
จากวิกฤติองค์ประชุม สู่คำถาม “ใครจะพา กสทช. เดินต่อ”
ความไม่ต่อเนื่องของการประชุมยังทำให้เกิดคำถามในวงกว้างเกี่ยวกับความสามารถของ กสทช. ในการขับเคลื่อนภารกิจที่ต้องอาศัยมติของบอร์ด
ก่อนหน้านี้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ให้ความเห็นถึงข้อเสนอให้รัฐบาลออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. เพื่อยุบ กสทช. และสรรหากรรมการชุดใหม่ว่า การออก พ.ร.ก. ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ หรือประโยชน์สาธารณะ พร้อมระบุว่าควรรอคำพิพากษาคดี นพ.สรณ ในวันที่ 25 กันยายนให้แล้วเสร็จเสียก่อน
ประเด็นนี้สะท้อนว่า ปัญหาของบอร์ด กสทช. ถูกยกระดับจากความขัดแย้งภายในองค์กรไปสู่คำถามว่ารัฐจะจัดการอย่างไร หากกลไกตามปกติไม่สามารถเดินหน้าภารกิจได้





