วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน 2569

Login
Login

AI ไม่ได้เขียนข่าว แต่(อาจ)กำหนดว่า ‘ข่าวไหนคนจะเห็น’ เปิดทางรอดสื่อไทย เมื่อดิจิทัลคุมเกม

Deepfake เนียนขึ้นทุกวัน สื่อไทยจะเอาอะไรสู้? ‘พิรงรอง-สุภิญญา’ เสนอ กสทช. เติมเครื่องมือกองข่าว เร่ง Fact-check–Algorithm Watch ก่อน AI เปลี่ยนเกมสื่อ พร้อมทางรอดสื่อเก่า

KEY POINTS

  • AI มีอิทธิพลสำคัญในการกำหนดว่าข่าวใดจะถูกมองเห็นผ่านระบบอัลกอริทึมและ Content Recommendation ของแพลตฟอร์มดิจิทัล มากกว่าการเป็นผู้สร้างเนื้อหาข่าวโดยตรง
  • มนุษย์ยังคงต้องเป็นผู้รับผิดชอบสูงสุดในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและใช้วิจารณญาณ แม้จะใช้ AI ช่วยในกระบวนการผลิตข่าวก็ตาม ไม่สามารถผลักภาระความรับผิดชอบให้เทคโนโลยีได้
  • ความรับผิดชอบด้านจริยธรรม AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตสื่อ แต่ต้องครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ควบคุมอัลกอริทึมการกระจายเนื้อหา ซึ่งมีส่วนกำหนดการมองเห็นของข่าว
  • สื่อต้องเผชิญความท้าทายใหม่จาก AI เช่น การเรียนรู้อคติจากข้อมูล, การแยกแยะข้อมูลจริงจาก Deepfake และข้อมูลสังเคราะห์ที่สมจริงยิ่งขึ้น
  • ทางรอดของสื่อไทยคือการยกระดับกองบรรณาธิการให้มีเครื่องมือและทักษะใหม่ๆ เช่น Fact-check, Algorithm Watch และ Data Science โดยเสนอให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนด้านเงินทุนและเทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 24 ก.ย.69 ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ กล่าวในงานอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ AI Ethics for Trusted Media เชื่อมั่น เชื่อใจ ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ AI ให้น่าเชื่อถือ ซึ่งจัดโดยสำนักงาน กสทช. ว่า วงการสื่อกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการแข่งขันกับสื่อออนไลน์ การพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัล และพฤติกรรมของผู้ชมที่มีส่วนร่วมกับเนื้อหามากขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณค่าหลักที่สื่อต้องรักษาไว้คือ “Trust” หรือความน่าเชื่อถือ เพื่อสร้าง Trusted Media Ecosystem ที่ประชาชนสามารถพึ่งพาและวางใจได้

ขณะเดียวกัน AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เข้ามามีบทบาททั้งในชีวิตประจำวันและการทำงานของสื่อ ตั้งแต่การค้นคว้าข้อมูล การผลิตเนื้อหา ไปจนถึงระบบ Content Recommendation ซึ่งมีอิทธิพลต่อการมองเห็น เพราะแม้เนื้อหาจะถูกเผยแพร่แล้ว แต่หากอัลกอริทึมไม่แนะนำหรือส่งต่อ เนื้อหานั้นก็อาจไม่ถึงผู้ใช้

มนุษย์ยังต้องรับผิดชอบ AI

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เสนอหลัก AI Ethics สำหรับ Trusted Media 4 ด้าน ได้แก่ ความรับผิดชอบของมนุษย์ ความเป็นธรรมและความหลากหลาย ความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ และความรับผิดชอบของแพลตฟอร์ม โดยหลัก Human Accountability and Oversight กำหนดว่า แม้ AI จะช่วยค้นข้อมูล เขียนเนื้อหา หรือสร้างภาพและเสียงได้ แต่มนุษย์ยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง แหล่งที่มา และผลกระทบต่อสาธารณะ เพราะไม่สามารถถ่ายโอนวิจารณญาณและความรับผิดชอบไปให้เทคโนโลยีได้

ไม่สามารถผลักความรับผิดชอบให้ AI ได้ เนื้อหาที่ใช้ AI ช่วยค้นข้อมูล เขียน หรือสร้างภาพและเสียงยังต้องผ่านการตรวจสอบและสอบทานโดยมนุษย์ โดยเฉพาะข้อเท็จจริง แหล่งที่มา และผลกระทบต่อสาธารณะ ซึ่งยังต้องอาศัยวิจารณญาณของมนุษย์

AI ไม่ได้เขียนข่าว แต่(อาจ)กำหนดว่า ‘ข่าวไหนคนจะเห็น’ เปิดทางรอดสื่อไทย เมื่อดิจิทัลคุมเกม

ด้านความเป็นธรรม AI อาจเรียนรู้อคติจากชุดข้อมูลที่ใช้ฝึกระบบ หากข้อมูลมีความไม่เท่าเทียมหรืออคติต่อเพศและกลุ่มต่าง ๆ ระบบก็อาจตอกย้ำอคติเหล่านั้น ขณะที่ Generative AI และ Deepfake ทำให้ภาพ เสียง และเนื้อหาสังเคราะห์มีความสมจริงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องสร้างความโปร่งใสว่าเนื้อหาส่วนใดถูกสร้างหรือพัฒนาด้วย AI

แพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ

อีกหลักสำคัญคือ Platform Accountability เนื่องจากระบบ Recommendation และ Algorithm สามารถกำหนดได้ว่าเนื้อหาใดจะถูกมองเห็น ถูกแนะนำ หรือขยายไปสู่ผู้ชมจำนวนมาก จริยธรรม AI จึงไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะกองบรรณาธิการ ผู้ผลิตเนื้อหา หรือเจ้าของเพจ แต่ต้องครอบคลุมแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี และระบบกระจายเนื้อหาด้วย

ดังนั้น ความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่ผู้ผลิตเนื้อหา กองบรรณาธิการ เจ้าของโพสต์ หรือเจ้าของเพจเท่านั้น แต่แพลตฟอร์มก็ต้องร่วมรับผิดชอบ เพราะระบบสามารถกำหนดได้ว่าเนื้อหาใดจะถูกมองเห็น ถูกแนะนำ หรือขยายไปถึงผู้ชมจำนวนมาก

สำหรับการกำกับดูแล ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง เห็นว่า ควรเลือกกลไกให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง หากเป็น AI ความเสี่ยงสูงอาจต้องใช้กฎหมาย ส่วนความเสี่ยงต่ำอาจใช้การกำกับดูแลตนเองขององค์กรวิชาชีพหรือองค์กรสื่อ นอกจากนี้ ยังควรเพิ่มความโปร่งใสของ “Black Box” อัลกอริทึม เพื่อให้นักวิจัยสามารถตรวจสอบหลักเกณฑ์เบื้องหลังการจัดลำดับและแนะนำเนื้อหาได้ในระดับที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลกำลังซับซ้อนขึ้นเมื่อเข้าสู่ยุค Agentic AI ซึ่งระบบสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและสื่อสารกันจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ สื่อมืออาชีพ ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องในระบบนิเวศสื่อ

AI ไม่ได้เขียนข่าว แต่(อาจ)กำหนดว่า ‘ข่าวไหนคนจะเห็น’ เปิดทางรอดสื่อไทย เมื่อดิจิทัลคุมเกม

เสนออัปเกรด-ยกระดับกองข่าว

ด้าน น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค เสนอให้ กสทช. ยกระดับการรับมือ AI จากการพึ่งทักษะของนักข่าวรายบุคคล ไปสู่การสร้างระบบสนับสนุนกองบรรณาธิการ ทั้ง Fact-check, Algorithm Watch, Data Science, Social Listening และเครื่องมือตรวจสอบ Deepfake

ทั้งนี้มองว่า แม้ AI จะช่วยลดต้นทุนและทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งกลับเพิ่มปริมาณข้อมูลจนแยกข้อเท็จจริง ความคิดเห็น และข้อมูลสังเคราะห์ได้ยากขึ้น รวมถึงอาจขยาย Confirmation Bias และ Coordinated Inauthentic Behavior หรือ CIB ซึ่งเป็นพฤติกรรมออนไลน์ที่มีการประสานหรือจัดตั้งขึ้นโดยไม่เป็นธรรมชาติ

ดังนั้น สื่อไม่ควรเชื่อข้อมูลจาก AI ทันที แม้คำตอบจะดูน่าเชื่อถือหรือมีแหล่งอ้างอิง แต่ยังต้องตรวจหลายแหล่ง หารือในกองบรรณาธิการ สอบถามผู้เชี่ยวชาญ และติดต่อแหล่งข่าวโดยตรง โดยเฉพาะข้อมูลที่มีผลต่อชีวิตประชาชน

เธอ ย้ำว่า การตรวจสอบข้อมูลเพียงครั้งเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในยุค AI ที่ต้องตรวจสอบซ้ำหลายชั้นเพื่อให้มั่นใจในความถูกต้อง งาน Fact-check จึงต้องใช้กระบวนการที่รอบคอบกว่างานสื่อทั่วไป เพราะเมื่อมีการยืนยันข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน ก็ต้องรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลนั้น

นอกจากนี้ เสนอให้พัฒนา “Algorithm Watch” เพื่อช่วยตรวจสอบที่มาและกระบวนการทำงานของ AI และแพลตฟอร์ม ควบคู่กับการสนับสนุนบุคลากรด้าน Data Science เนื่องจากการวิเคราะห์อัลกอริทึมและข้อมูลจำนวนมากมีต้นทุนสูง และเกินกำลังของหลายองค์กรสื่อ

ดึงงบ กทปส. เสริมอาวุธสื่อ

น.ส.สุภิญญาเสนอให้ กสทช. ใช้กองทุน กทปส. สนับสนุนสื่อให้เข้าถึงเครื่องมือ Data Science และระบบตรวจสอบ AI โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทั้งหมดเอง พร้อมเห็นว่า การสนับสนุนไม่ควรหยุดเพียงการให้สิทธิใช้ AI Premium แต่ต้องช่วยให้สื่อเข้าใจที่มา กระบวนการทำงาน และข้อจำกัดของ AI เพื่อสามารถวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ควรสนับสนุนให้สถานีโทรทัศน์และผู้รับใบอนุญาตสร้างระบบ Fact-check ภายในกองบรรณาธิการ ใช้ AI Verification Tools, Social Listening และ Data Analytics ควบคู่กับเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ เพราะแม้เทคโนโลยีจะช่วยตรวจสอบข้อมูลได้มากขึ้น แต่การยืนยันเหตุการณ์จริงยังต้องอาศัยมนุษย์และการตรวจสอบจากหลายแหล่ง

อีกประเด็นที่ต้องดำเนินการควบคู่กันคือการเร่งจัดทำ Roadmap ทีวีดิจิทัล เนื่องจากหากองค์กรสื่อยังไม่มีความชัดเจนเรื่องอนาคต ย่อมยากที่จะลงทุนพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยี และระบบตรวจสอบ AI ในระยะยาว จึงควรสร้างความมั่นคงให้กองบรรณาธิการมีศักยภาพรับมือ Deepfake และ Agentic AI รวมถึงรักษาบทบาทของสื่อในฐานะแหล่งข้อมูลที่ประชาชนพึ่งพาได้