'ค่า GP-ขนส่ง' บีบ SME จนมุม! ซัดรัฐบาลอนุทินรับมือทุนต่างชาติไม่อยู่ กุมชะตาอีคอมเมิร์ซ ถาม 'ศุภจี-ไชยชนก' จะวางกติกาแข่งขันอย่างไร คืนอำนาจต่อรอง เปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กมีโอกาสสู้ได้จริง
KEY POINTS
- ผู้ประกอบการ SME โวยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติมีอำนาจเหนือตลาด บีบให้ผู้ค้าไทยเสียเปรียบและสูญเสียอำนาจต่อรอง
- เกิดการผูกขาดบริการขนส่ง โดยเฉพาะกรณี TikTok ที่ระบบจัดสรรออเดอร์ให้ J&T Express เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไปรษณีย์ไทยเหลือส่วนแบ่งเพียง 5%
- มีการตั้งคำถามถึงบทบาทของรัฐบาลในการกำกับดูแล โดยมองว่ากฎหมายที่มีอยู่เป็นเพียง "เสือกระดาษ" และไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง
- แพลตฟอร์มถูกกล่าวหาว่าใช้อัลกอริทึมเอื้อประโยชน์ให้บางบริษัทขนส่ง ลดการมองเห็นร้านค้าเพื่อบีบให้ซื้อโฆษณา และกำหนดค่าธรรมเนียม (GP) ตามใจชอบ
- มีข้อเสนอเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาสร้างกติกาที่เป็นธรรม เช่น เปิดเสรีให้ผู้ขายเลือกบริษัทขนส่งเอง และควบคุมการใช้อัลกอริทึมที่ไม่เป็นธรรม
รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถูกตั้งคำถามถึงบทบาทในการกำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ หลังผู้ประกอบการ SME ไทยต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มมากขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มไม่ได้เป็นเพียงช่องทางซื้อขาย แต่ยังมีอำนาจกำหนดค่าธรรมเนียม การมองเห็นสินค้า ข้อมูล อัลกอริทึม และระบบขนส่ง ซึ่งล้วนกระทบอำนาจต่อรองและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
ประเด็นยังโยงถึงบทบาทของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่ารัฐจะวางกติกาเพื่อคานอำนาจแพลตฟอร์มอย่างไร ท่ามกลางข้อเสนอให้กำกับค่า GP ตรวจสอบอัลกอริทึม เปิดเสรีบริการขนส่ง และบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง
สมรภูมิขนส่ง แพลตฟอร์มกุมทางเลือกผู้ขาย
แหล่งข่าวจากกระทรวงดีอี เผยว่า หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาตั้งคำถามคือระบบโลจิสติกส์ ซึ่งกติกาการแข่งขันกำหนดให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีสิทธิเลือกบริษัทขนส่งได้อย่างเสรี โดยแพลตฟอร์มไม่ควรบังคับให้ใช้บริษัทในเครือหรือผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง รวมถึงไม่ควรปิดกั้นขนส่งรายอื่น หรือใช้อัลกอริทึมเอื้อประโยชน์แก่ผู้ให้บริการบางราย
กรณี TikTok มีการระบุว่าระบบจัดสรรขนส่งอัตโนมัติส่งงานจำนวนมากไปยัง J&T Express ขณะที่ไปรษณีย์ไทยเหลือส่วนแบ่งประมาณ 5% หากบริษัทขนส่งรายอื่นเข้าถึงคำสั่งซื้อได้น้อยลง ย่อมกระทบการแข่งขันด้านราคาและบริการ รวมถึงลดทางเลือกของร้านค้าและผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน TikTok ซึ่งอยู่ภายใต้ ByteDance ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลขนาดใหญ่ในประเทศไทย ทั้งโครงการ Data Hosting และ Data Center สำหรับติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูล ทำให้บทบาทของแพลตฟอร์มไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซื้อขายสินค้า แต่ขยายไปถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จึงเกิดคำถามว่ารัฐจะวางกติกาการแข่งขันอย่างไร ไม่ให้อำนาจเหนือช่องทางต่างๆ กระทบผู้ประกอบการรายอื่นหรือจำกัดทางเลือกในตลาด
ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการอย่างง่ายที่สุดคือ ขอให้เรามีทางเลือกบ้าง หากขนส่งรายหนึ่งราคาถูกกว่า บริการดีกว่า เข้าพื้นที่ได้ดีกว่า หรือมีเงื่อนไขเหมาะสมกับสินค้าของร้านมากกว่า ทำไมร้านค้าจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือก
อีคอมเมิร์ซโต คนขายยิ่งพึ่งแพลตฟอร์ม
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางตลาดอีคอมเมิร์ซที่ขยายตัวต่อเนื่อง การค้าขายของคนไทยเปลี่ยนจากหน้าร้านเข้าสู่หน้าจอสมาร์ทโฟน จนอีคอมเมิร์ซกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจ ข้อมูลสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA ระบุว่า มูลค่าอีคอมเมิร์ซไทยอยู่ที่ 634,000 ล้านบาทในปี 2566 เพิ่มเป็น 694,000 ล้านบาทในปี 2567 และ 970,000 ล้านบาทในปี 2568 ส่วนปี 2569 คาดว่าอาจทะลุ 1 ล้านล้านบาท และในอีก 3-4 ปีอาจเพิ่มเป็น 1.8 ล้านล้านบาท
การลดต้นทุนจากหน้าร้านแลกมากับต้นทุนรูปแบบใหม่ คือการต้องพึ่งพาแพลตฟอร์ม เมื่อผู้ซื้อจำนวนมากรวมอยู่ในแอป ผู้ขายจึงหลีกเลี่ยงได้ยาก ขณะที่ยอดขายไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับอัลกอริทึมว่าจะทำให้สินค้าปรากฏต่อผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด และจัดอันดับร้านไว้ในตำแหน่งใด
ข้อมูลการตลาดระบุว่า Shopee มีส่วนแบ่งตลาด 50% TikTok 32% และ Lazada 18% โดยมองว่า แม้ตลาดอีคอมเมิร์ซจะมีร้านค้าจำนวนมาก แต่ช่องทางเข้าสู่ผู้บริโภคกลับอยู่ภายใต้แพลตฟอร์มหลักเพียงไม่กี่ราย
มีกฎหมาย แต่เป็นเพียง 'เสือกระดาษ'
แม้จะมีกติกากำกับการแข่งขัน แต่ประสิทธิภาพในการบังคับใช้ยังถูกตั้งคำถาม โดยประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม การผูกขาด การลดหรือจำกัดการแข่งขันของธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม มีเป้าหมายป้องกันการใช้อำนาจทางการค้าจากการถือครองข้อมูลและการควบคุมอัลกอริทึม รวมถึงกำกับความสัมพันธ์ระหว่างแพลตฟอร์ม ผู้ขาย ผู้ให้บริการขนส่ง และระบบชำระเงิน
การบังคับใช้กฎหมายยังถูกตั้งคำถามควบคู่กับข้อกล่าวหาว่ามีบุคคลในกลไกภาครัฐให้การสนับสนุนแพลตฟอร์มต่างชาติ
กฎหมายมี แต่เป็นเพียงเสือกระดาษ มีไปก็เท่านั้น เพราะแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ทุนต่างชาติเหล่านี้ไม่ได้ทำตาม ได้ยินมาว่าคนในคณะกรรมการของกระทรวงพาณิชย์ให้ท้าย หรือเป็นแบ็กให้แพลตฟอร์มต่างชาติ คือไทยเทา ตอนนี้เรามีข้าราชการไทยเทาเพื่อแบ็กแพลตฟอร์มของต่างชาติ ให้กระทบกับ SME ไทย
ค่า GP-อัลกอริทึม กติการ้านค้าแทบต่อรองไม่ได้
อีกด้านหนึ่ง อำนาจในการกำหนดชะตาการขายของผู้ประกอบการกำลังเคลื่อนจากเจ้าของสินค้าไปอยู่กับผู้ควบคุมช่องทาง เพราะแพลตฟอร์มสามารถกำหนดค่า GP ค่าธรรมเนียมธุรกรรม ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เงื่อนไขส่วนลด ระบบโฆษณา และการมองเห็นสินค้า ขณะที่ผู้ขายมีอำนาจต่อรองจำกัด เนื่องจากการออกจากแพลตฟอร์มอาจหมายถึงการสูญเสียช่องทางเข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก
อำนาจชี้เป็นชี้ตายไม่ได้อยู่ที่เจ้าของสินค้าไทยอีกต่อไป แต่อยู่ที่คนกลางคุมทางผ่าน แพลตฟอร์มจะขึ้นค่า GP ลดการมองเห็นร้านค้าเพื่อบังคับให้ซื้อโฆษณาเพิ่ม หรือเปลี่ยนกติกาก็ได้ ผู้ประกอบการไทยแทบไม่มีทางเลือก เพราะถ้าเดินออกจากแอป ก็เท่ากับปิดประตูอดตาย ไม่สามารถขายของได้
แหล่งข่าวเผยอีกว่า จากความเกี่ยวกันนี้แพลตฟอร์มบางรายยังสวมหมวกหลายใบ ทั้งเป็นเจ้าของพื้นที่ ผู้กำหนดกฎ ผู้เก็บค่าธรรมเนียม ผู้ควบคุมระบบโฆษณาและข้อมูลลูกค้า รวมถึงนำสินค้าของตนเองเข้ามาแข่งขันกับผู้ขายบนแพลตฟอร์ม โดยเปรียบเทียบกับเจ้าของตลาดที่รู้ว่าสินค้าร้านใดขายดี ก่อนนำสินค้าประเภทเดียวกันเข้ามาแข่งขัน และมีอำนาจกำหนดลำดับการมองเห็น
ผลกระทบจากโครงสร้างดังกล่าวมี 5 ด้าน ได้แก่ ผู้ประกอบการไทยสูญเสียอำนาจต่อรอง ข้อมูลผู้บริโภคและข้อมูลการค้าถูกถือครองโดยแพลตฟอร์ม ระบบโลจิสติกส์เสี่ยงถูกจำกัดการแข่งขัน รายได้และกำไรส่วนหนึ่งไหลออกนอกประเทศ และผู้บริโภคมีโอกาสเหลือทางเลือกน้อยลงหากคู่แข่งในตลาดลดจำนวนลง
7 ข้อเสนอคืนกติกาเป็นธรรมให้ SME ไทย
ข้อเสนอสำคัญคือให้รัฐ "คืนกติกาที่เป็นธรรมให้คนไทย" โดยการวิจารณ์แพลตฟอร์มต่างชาติไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธเงินลงทุน เทคโนโลยี หรือนวัตกรรมจากต่างประเทศ แต่ไม่ควรปล่อยให้ทุนต่างชาติเป็นฝ่ายกำหนดกติกาทางเศรษฐกิจในประเทศไทยเพียงฝ่ายเดียว
1.คุมค่าธรรมเนียมและค่า GP ให้โปร่งใส ห้ามปรับขึ้นโดยไม่แจ้งล่วงหน้า และเสนอเพดานค่า GP ไม่เกิน 20%
2.เปิดเสรีบริการขนส่ง ให้ผู้ซื้อและผู้ขายเลือกบริษัทขนส่งได้เองอย่างเป็นธรรม ไม่บังคับใช้เฉพาะขนส่งที่แพลตฟอร์มกำหนด
3.ควบคุมการใช้อัลกอริทึม ตรวจสอบระบบจัดอันดับสินค้า และไม่ให้ลดการมองเห็นร้านค้าเพื่อบีบให้ซื้อโฆษณาอย่างไม่เป็นธรรม
4.ห้ามแพลตฟอร์มเอื้อสินค้าของตนเอง หรือใช้ข้อมูลร้านค้าไปสร้างสินค้ามาแข่งขันกับผู้ขายบนแพลตฟอร์ม
5.คืนสิทธิข้อมูลให้ร้านค้า ให้ผู้ประกอบการเข้าถึงข้อมูลการขายของตนเองอย่างเหมาะสม รวมถึงมีช่องทางร้องเรียนและเยียวยาที่รวดเร็ว
6.กำกับการควบรวมกิจการ ป้องกันการซื้อหรือควบรวมที่ทำให้ผู้เล่นในตลาดลดลงและนำไปสู่การกระจุกตัวของอำนาจ
7.สร้างความโปร่งใสด้านภาษี ให้แพลตฟอร์มต่างชาติเสียภาษีอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย





