วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน 2569

Login
Login

ปลดล็อก 'ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน' ผสาน 'AI–Data' ปูทางความยั่งยืน

ผลสำรวจผู้บริหารธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม พบ 61% มอง Electrification และ Digitalization เป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน ขณะที่ 83% ชี้เทคโนโลยีดิจิทัลมีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพ

KEY POINTS

  • การใช้ Digitalization และการบูรณาการข้อมูล เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากร
  • เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI และ Digital Twin ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างโรงงานอัจฉริยะ
  • ผลสำรวจพบว่า 49% ของผู้บริหารนำ AI มาช่วยลดการปล่อยคาร์บอน และ 51% ใช้เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐาน
  • การเชื่อมโยงเครื่องจักรและสายการผลิตเข้ากับข้อมูล, AI, และระบบอัตโนมัติ เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความยืดหยุ่น, ลดการใช้ทรัพยากร, และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนที่สูงขึ้น และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน 

ขณะเดียวกัน การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรโลกยังทำให้ความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภายใต้ข้อจำกัดของการเกษตรแบบดั้งเดิมและทรัพยากรที่มีอยู่

ซีเมนส์ รายงานว่า ระบบอาหารทั่วโลกมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 35% และใช้พลังงานเกือบหนึ่งในสามของการใช้พลังงานทั้งหมด ทำให้ภาคการผลิตต้องมองหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกับการรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารองค์กรชั้นนำ 1,400 คน และมีการเจาะลึกข้อมูลในอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม พบว่า แม้ผู้บริหาร อาหารและเครื่องดื่ม กว่า 53% มองว่าธุรกิจจะยังคงเติบโต แต่มีเพียง 43% ที่มั่นใจว่าโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับตัวรับความผันผวนของตลาดได้อย่างรวดเร็ว

โจทย์ของภาคการผลิตจึงอยู่ที่การสร้างความยืดหยุ่นให้กับโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันต้องเพิ่มปริมาณการผลิต ใช้ทรัพยากรน้อยลง และลดการปล่อยคาร์บอน

‘3 แนวทาง’ ขับเคลื่อนสู่ยุคใหม่

เร่ง Electrification ควบคู่พลังงานหมุนเวียน : 

ผลสำรวจพบว่า 61% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Electrification หรือการเปลี่ยนกระบวนการที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลมาเป็นระบบที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบพลังงานไปสู่เป้าหมาย Net Zero

ผลสำรวจยังพบว่า ผู้บริหาร อาหารและเครื่องดื่ม 61% มองว่าการเปลี่ยนกระบวนการใช้พลังงานมาเป็นไฟฟ้า ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เป็นกลไกสำคัญต่อการเดินหน้าสู่ความยั่งยืน

ใช้ Digitalization และ Data Integration เพิ่มประสิทธิภาพ :

แรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้ผลิต อาหารและเครื่องดื่ม ต้องบริหารพลังงานและทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกับรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานและมาตรฐานผลิตภัณฑ์

การนำโซลูชันด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มาใช้สำหรับ Digitalization และ Automation จึงเข้ามามีบทบาทในการติดตาม ตรวจวัด และปรับปรุงประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในประเด็นที่ผลสำรวจพบคือ องค์กรจำนวนมากมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน แต่ยังขาดเครื่องมือสำหรับวัดผล โดยมากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า Digitalization เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ขณะเดียวกัน 83% มองว่าเทคโนโลยีดิจิทัลมีศักยภาพสูงในการเพิ่มผลิตภาพ และ 55% มองว่ามีศักยภาพในการอนุรักษ์ทรัพยากร

อีกประเด็นที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นคือ การบูรณาการข้อมูล (Data Integration) โดยมีเพียง 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มองว่าองค์กรของตนมีความก้าวหน้าในด้านนี้อยู่ในระดับสูง

ขณะที่ 54% เห็นว่าจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลที่ยังแยกส่วนกัน และ 48% มีแผนเพิ่มการลงทุนด้าน Data Integration

AI–Digital Twin สู่โรงงานอัจฉริยะ :

ในช่วงสามปีข้างหน้า ผู้ตอบแบบสำรวจจากอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม คาดว่าจะเพิ่มการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น AI และ Digital Twin รวมถึงระบบอัตโนมัติในกระบวนการต่างๆ และการตัดสินใจที่อาศัยข้อมูลเป็นหลัก

ข้อมูลจากผลสำรวจระบุว่า ผู้บริหารส่วนหนึ่งเริ่มนำ AI มาใช้กับโจทย์ด้านการดำเนินงานและความยั่งยืนแล้ว โดย 49% ระบุว่าได้นำ AI มาใช้ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงาน

ขณะที่ 51% ระบุว่า AI มีส่วนช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างพื้นฐาน 47% มีแผนเพิ่มการลงทุนในเทคโนโลยีอาคาร รวมถึงระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองสำหรับอาคาร หรือ Autonomous Systems for Buildings

เชื่อมโลกจริงกับโลกดิจิทัล

ซีเมนส์ ระบุว่า แม้ทิศทางการลงทุนด้านความยั่งยืนและเทคโนโลยีจะชัดเจนขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญข้อจำกัดด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน

ผลสำรวจพบว่า ผู้ผลิตเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ 48% มองว่าการลดคาร์บอนในปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงเกินไป ขณะที่ความไม่แน่นอนของนโยบายภาครัฐอยู่ที่ 57% และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า หรือ Grid Infrastructure อยู่ที่ 57% ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้องค์กรชะลอการลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนองค์กรที่มีแผนลดคาร์บอนอย่างชัดเจนเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปี 2568

ขณะเดียวกัน ผู้บริหาร 43% ยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านต้นทุนและรายได้เป็นอันดับแรกในการตัดสินใจลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในแนวทางที่สามารถดำเนินการภายในโรงงานคือ Demand-side Flexibility หรือความสามารถในการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับการผลิตพลังงานและความต้องการใช้พลังงานในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่กับการเพิ่ม Energy Efficiency หรือประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

แนวทางดังกล่าวเป็นการจัดการพลังงานที่มุ่งตอบโจทย์ทั้งด้านต้นทุนและการลดคาร์บอน โดยสามารถนำมาปรับใช้กับกระบวนการภายในโรงงานได้

สำหรับอุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่ม เทคโนโลยีหลายด้านมีการพัฒนาและถูกนำไปใช้งานแล้ว ขณะที่โจทย์สำคัญอยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับโครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการผลิตให้เชื่อมโยงกัน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารในตลาดโลก การเชื่อมโยงเครื่องจักร สายการผลิต และระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในโรงงานเข้ากับข้อมูล AI และระบบอัตโนมัติ เป็นอีกส่วนหนึ่งของการยกระดับกระบวนการผลิต