ผลสำรวจ Alipay+ ร่วมกับ S&P Global ชี้ผู้บริโภคยุค AI พร้อมใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลค้นหา-วางแผนเที่ยวข้ามพรมแดน เผย ‘ความต่อเนื่องของระบบ’ และ ‘ความเชื่อมั่น’ ยังเป็นกุญแจสำคัญก้าวข้ามช่องว่างการชำระเงินโลก
KEY POINTS
- ผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้แอปเพื่อชำระเงิน ไปสู่การต้องการแพลตฟอร์มดิจิทัลครบวงจรที่สามารถค้นหา วางแผน และจัดการการเดินทางได้ในที่เดียว
- การชำระเงินข้ามพรมแดนยังคงมีช่องว่าง ผู้บริโภคกว่าครึ่งไม่มั่นใจว่าร้านค้าจะรองรับวิธีการชำระเงินของตนหรือไม่ และกังวลเรื่องความปลอดภัยและอัตราแลกเปลี่ยน
- แม้ผู้บริโภคจะเปิดรับการใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยว แต่ยังขาดความเชื่อมั่นในการให้ AI ทำธุรกรรมการเงินและการจองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและการควบคุม
- Alipay+ ชี้ว่ากุญแจสำคัญของการค้าในอนาคตคือการพัฒนาระบบนิเวศที่เชื่อมต่อกันได้อย่างไร้รอยต่อ และการผสาน AI เข้ากับระบบที่ปลอดภัยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน
พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนจากการใช้ดิจิทัลเพื่อชำระเงิน ไปสู่การค้นหา วางแผน และจัดการการเดินทางผ่านแพลตฟอร์มเดียว ขณะที่ความต่อเนื่องของระบบและความเชื่อมั่นต่อ AI กลายเป็นโจทย์สำคัญของการค้าข้ามพรมแดน
รายงานฉบับล่าสุดจาก Alipay+ แพลตฟอร์มกระเป๋าเงินดิจิทัลแบบครบวงจรของ แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งจัดทำร่วมกับ S&P Global ระบุว่า ช่องว่างทางดิจิทัลเชิงพาณิชย์กำลังขยายตัว
แม้ผู้บริโภคจะคาดหวังประสบการณ์ชำระเงินผ่านมือถือที่ไร้รอยต่อ รวมถึงเทคโนโลยีผู้ช่วยดิจิทัลอัจฉริยะมากขึ้น แต่ยังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านระบบรับชำระเงินและความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยี AI
การศึกษาสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายข้ามพรมแดนของผู้บริโภค 6,000 คนใน 9 ตลาดทั่วเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา พบว่ากระเป๋าเงินดิจิทัล เทคโนโลยี AI และระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงถึงกัน มีบทบาทมากขึ้นในการค้นหาสินค้า ทำธุรกรรม และสร้างปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดน
ชำระเงินข้ามพรมแดนยังมีช่องว่าง
การเดินทางสะท้อนข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานการค้าระดับโลก โดยผู้บริโภค 53% ไม่แน่ใจว่าร้านค้าจะรองรับวิธีชำระเงินของตนหรือไม่ ขณะที่ 54% ไม่สามารถเลือกชำระเงินด้วยวิธีที่คุ้นเคย ส่งผลให้ 1 ใน 4 ของผู้บริโภคยังต้องพกเงินสดไว้เป็นทางเลือกสำรอง
ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวมีสัดส่วนสูงในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม 67% และสถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่น 66% โดยผู้บริโภค 54% เลือกใช้จ่ายกับร้านค้าและร้านอาหารในชุมชนมากกว่าห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารที่มีสาขาทั่วไป
ปัจจุบัน การชำระเงินผ่านมือถือเป็นช่องทางหลักสำหรับการใช้จ่าย ณ จุดหมายปลายทาง ทั้งค่าอาหาร การช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยว ส่วนบัตรเครดิตยังเป็นตัวเลือกหลักสำหรับการจองล่วงหน้าก่อนเดินทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเยอรมนีและสหรัฐอเมริกา
สำหรับการชำระเงินผ่านมือถือทั้ง QR และ NFC ผู้บริโภค 63% เลือกใช้เป็นหลักระหว่างเดินทาง อย่างไรก็ตาม รูปแบบที่คุ้นเคยแตกต่างกันในแต่ละตลาด โดยผู้บริโภคจากจีน มาเลเซีย และไทยนิยมสแกนจ่ายด้วย QR ขณะที่สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมนีนิยมแตะจ่ายผ่าน NFC ที่เชื่อมต่อกับบัตรบนกระเป๋าเงินดิจิทัล
แม้แต่กลุ่มที่ยังไม่เคยใช้ระบบชำระเงินดิจิทัลก็มีแนวโน้มเปิดรับ โดย 49% ระบุว่ามีแนวโน้มสูงมาก และอีก 51% ค่อนข้างมีแนวโน้มที่จะใช้วิธีการชำระเงินดังกล่าวในการเดินทางครั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังมีข้อกังวลเมื่อต้องชำระเงินผ่านมือถือในต่างประเทศ ทั้งความปลอดภัยของธุรกรรม 62% อัตราแลกเปลี่ยนและค่าธรรมเนียม 56% ขั้นตอนการใช้งานเครื่องรับชำระเงินที่ไม่คุ้นเคย 56% และความไม่แน่ใจว่าร้านค้าจะรองรับการชำระเงินหรือไม่ 53%
ปัญหายังเกิดขึ้นก่อนเดินทาง โดย 54% ระบุว่าพบความยุ่งยากเมื่อไม่สามารถใช้วิธีการชำระเงินที่คุ้นเคยในขั้นตอนการจองล่วงหน้า ส่งผลให้ 1 ใน 4 ยังคงพกเงินสดไว้เป็นทางเลือกสำรอง โดยเฉพาะผู้บริโภคสูงวัยและการเดินทางไปยังจุดหมายที่ระบบรับชำระเงินยังเชื่อมโยงกันได้ไม่ครอบคลุม
จากแอปจ่ายเงิน สู่แพลตฟอร์มครบวงจร
พฤติกรรมการเดินทางกำลังผลักดันให้ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการใช้แอปพลิเคชันเพื่อชำระเงิน ไปสู่ระบบนิเวศกระเป๋าเงินดิจิทัลที่รองรับการใช้งานทั่วโลก โดยต้องการรวมการค้นหาข้อมูล การจอง การชำระเงิน สิทธิประโยชน์ และบริการต่างๆ ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
ความซับซ้อนของการเดินทางเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ทั้งตัวเลือกจำนวนมาก แพลตฟอร์มการจองที่แยกกันหลายแอป และการขาดข้อมูลเฉพาะสำหรับแต่ละจุดหมาย ขณะที่สิทธิประโยชน์และเครดิตเงินคืน 52% อัตราแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่า 51% และฟีเจอร์ติดตามค่าใช้จ่าย 50% เป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคเลือกใช้กระเป๋าเงินดิจิทัล
บริการด้านการท่องเที่ยวที่ผู้บริโภคต้องการให้รวมอยู่ในแอป ได้แก่ การจองโต๊ะและชำระค่าร้านอาหาร 61% การจองการเดินทางแบบครบจบในที่เดียว 58% การซื้อบัตรเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยว 57% และการจองรถโดยสารในท้องถิ่น 54%
ความต้องการยังแตกต่างกันตามตลาด โดยผู้บริโภคจากจีน ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ต้องการแพลตฟอร์มที่ให้บริการครบวงจรในแอปเดียวมากกว่าตลาดอื่น ขณะที่ผู้บริโภคญี่ปุ่นและเยอรมนีให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความโปร่งใส และความแน่นอนของขั้นตอนการชำระเงินมากกว่า
ใช้ AI ค้นหาได้ แต่ยังไม่พร้อมให้ทำธุรกรรม
การใช้ AI เพื่อค้นหาจุดหมายและประสบการณ์การท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภค 81.3% ระบุว่าใช้เครื่องมือ AI ในการค้นหาข้อมูลแล้ว แต่ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นเมื่อ AI ต้องเข้ามามีบทบาทในขั้นตอนการจอง การขอคืนเงิน และการชำระเงิน
ผู้บริโภค 73.2% เปิดกว้างที่จะใช้ AI เพื่อจองโรงแรมหรือเที่ยวบินในช่วง 12 เดือนข้างหน้า แต่เมื่อ AI ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชำระเงินและการตัดสินใจโดยอัตโนมัติ สัดส่วนผู้ที่สนใจลดลงเหลือ 26%
อย่างไรก็ตาม การเปิดรับการค้าที่ขับเคลื่อนด้วย AI ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจีน มาเลเซีย และไทย สำหรับการใช้เทคโนโลยีผู้ช่วย AI ระหว่างการเดินทาง ผู้บริโภคทั่วโลก 87.7% ให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ช่วยจัดการการจองและปรับเปลี่ยนแผนการเดินทาง ตามด้วย AI ช่วยด้านการชำระเงินและการขอคืนเงิน 86.9% และการให้คำแนะนำและช่วยเหลือด้านการเดินทางแบบเรียลไทม์ 84.6%
ช่องว่างระหว่างการใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลกับการให้ AI ทำธุรกรรมจึงเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและสิทธิในการควบคุม โดย 43% ยังคงกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ขณะที่ 43% ลังเลที่จะใช้เทคโนโลยีผู้ช่วย AI เพราะต้องการวางแผนการท่องเที่ยวด้วยตนเอง และอีก 32% ยังต้องการคำแนะนำจากมนุษย์
ดักลาส ฟีกิน ประธาน แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า โลกเข้าสู่ยุคโมบายล์เฟิสต์และไร้พรมแดน ความท้าทายจึงอยู่ที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการค้าให้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้บริโภค โดยก้าวต่อไปของการค้าโลกไม่ได้วัดจากรูปแบบการชำระเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถของระบบนิเวศในการทำงานร่วมกันและเชื่อมต่อกันในระดับโลก
การผสาน AI เข้ากับระบบนิเวศที่มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ จะช่วยให้ผู้บริโภคทำธุรกรรมได้ต่อเนื่องมากขึ้น ขณะเดียวกันยังรักษาความเชื่อมั่นและอำนาจในการตัดสินใจของผู้ใช้งานตลอดเส้นทางการจับจ่าย





